svasdssvasds
logo-pwa

เพิ่ม thansettakij

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด
thansettakij

หุ้นไทยปิดภาคเช้า ลบ 2.80 จุด รายย่อยนัดหยุดเทรดไม่กระทบ

08 ธันวาคม 2565

หุ้นไทยปิดภาคเช้า ลบ 2.80 จุด วอลุ่ม 23,337 ล้านบาท รายย่อยนัดหยุดเทรดไม่สะเทือน "ณัฐชาต บล.ทรีนีตี้" ชี้ภาษีขายหุ้น ดันต้นทุนเทรด"กลุ่มสถาบัน-ต่างชาติ"พุ่ง หวั่นโฟลว์ไหลปีหน้า

 

การเคลื่อนไหวการซื้อขายตลาดหุ้นไทยวันนี้ (8 ธ.ค.65 ) หลังจากที่มีประเด็นการตอบโต้การเก็บภาษีขายหุ้นของรายย่อยที่นัดกันหยุดซื้อขาย  

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ปิดตลาดภาคเช้า ดัชนีหุ้นไทย (SET index ) อยู่ระดับ 1,619.48 จุด ลดลง 2.80 จุด หรือ ลบ 0.17%  มูลค่าซื้อขาย 23,337.21 ล้านบาท ดัชนีปรับสูงสุดระหว่างวัน 1,625.90 จุด และต่ำสุดที่ 1,615.06 จุด    

 


 

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด  เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจดิจิทัล" ว่าการซื้อขายในตลาดหุ้นปิดภาคเช้าเทียบวานนี้ ว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบ นอกจากนี้วอลุ่มการซื้อขายในช่วงที่ผ่านมาที่หายไป มาจากการนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่รายย่อยอยู่แล้ว  

 

"ตั้งแต่เกิดกรณี หุ้น MORE  วอลุ่มเทรดของรายย่อยที่ถูกกระทบก็หายไม่มาก  เทียบเป็นเปอร์เซนต์กับนักลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนสถาบันที่กระทบมากกว่า  และการที่กลุ่มนักลงทุนต่างชาติหายไปส่วนใหญ่ก็มาจาก เรื่องความน่าสนใจในเรื่อง valuation ของตลาดหุ้นโดยรวมมากกว่า "

 

นายณัฐชาติ ยังให้ความเห็นว่า เรื่องการ"เก็บภาษีขายหุ้น" กลุ่มที่น่ากังวลมากสุด คือกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ เพราะจำนวนนี้มีสัดส่วนถึง 50% ที่ซื้อขายผ่านโรบอทเทรด ค่าธรรมเนียมต่ำเพียง 0.01% เป็นกลุ่มเก็งกำไร เล่นสั้นรายวัน และหากมีการเก็บภาษีขายหุ้นที่คาดจะเริ่มในไตรมาส 2/66  ในอัตรา 0.055% ( ก่อนปรับเป็น 0.11% ในปี 67 ) หรือคิดเป็นต้นทุนรวม 0.065% - 0.12% จะแพงขึ้นหลายเท่าตัว  

ขณะที่กลุ่มรายย่อยค่าคอมมิชชั่นปัจจุบันจ่ายที่ 0.15- 0.25% หากบวกเพิ่มภาษีหุ้นอีก 0.055% ยังเพิ่มในสัดส่วนที่น้อยกว่าต่างชาติ

 

"ที่เรากังวลหากมีการเก็บภาษีขายหุ้น ก็คือนักลงทุนต่างชาติ เพราะกลุ่มนี้มี 50% ของจำนวนต่างชาติ เป็นกลุ่มโรบอทเทรด ที่ค่าธรรมเยียมต่ำมาก เชื่อว่าผลกระทบจะทำให้กลุ่มนี้โยกย้ายไปตลาดอื่นในปีหน้า "

 

5 อันดับหลักทรัพย์ ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด ได้แก่

         

  • BDMS   มูลค่าการซื้อขาย 1,446.30 ล้านบาท ปิดที่  28.25 บาท  ลดลง 0.25 บาท
  • PTT    มูลค่าการซื้อขาย 1,265.76 ล้านบาท ปิดที่  31.75 บาท  ลดลง 0.50 บาท
  • DELTA  มูลค่าการซื้อขาย 1,175.30 ล้านบาท ปิดที่ 700.00 บาท เพิ่มขึ้น 6.00 บาท
  • PTTEP  มูลค่าการซื้อขาย   981.79 ล้านบาท ปิดที่ 173.00 บาท  ลดลง 3.00 บาท
  • BEM    มูลค่าการซื้อขาย   741.43 ล้านบาท ปิดที่   9.55 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท