
บลจ.ไทยพาณิชย์ เปิดกองทุน RMF น้องใหม่
บลจ.ไทยพาณิชย์ เปิด “SCBRMTMFPLUS” กองทุน RMF น้องใหม่ ทางเลือกพักเงิน รอจังหวะลงทุนกับ “ตราสารหนี้ภาครัฐระยะสั้น” ช่วงตลาดยังผันผวน
นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด(SCBAM) หรือ บลจ.ไทยพาณิชย์เปิดเผยว่า บริษัทฯ เปิดกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ตราสารรัฐตลาดเงิน พลัส เพื่อการเลี้ยงชีพ (SCBRMTMFPLUS) กองทุน RMF กองใหม่ และเป็นกองทุนรวมตลาดเงินที่ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารรัฐตลาดเงิน พลัส (กองทุนหลัก) หรือ (SCBTMFPLUS) โดยจะเสนอขายครั้งแรกวันที่ 21-27 กุมภาพันธ์ 2566นี้
กองทุน SCBTMFPLUS เป็นกองทุนรวมตราสารรัฐตลาดเงินที่มีการจัดตั้งมายาวนาน และมีความโดดเด่นด้านผลงานที่อยู่ในเกณฑ์ดีมาอย่างต่อเนื่อง จากกลยุทธ์การบริหารกองทุนที่มีการคัดเลือกและลงทุนหลักในตราสารหนี้ภาครัฐระยะสั้นที่คุณภาพดี อายุเฉลี่ย 1-3 เดือน และตราสารที่ให้ Yield หรือ Credit Spread สูง เพื่อสร้างมูลค่าผลตอบแทนของตราสารที่ดีที่สุด (Valuation Premium) ทำให้กองทุนมีระดับความเสี่ยงในระดับที่ต่ำ (ระดับ 1) มีความปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูง
อีกทั้งกองทุนหลักยังสามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการ ทำให้มีโอกาสที่กองทุนจะยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีต่อไปได้อีกในระยะยาว จึงเหมาะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนที่มีเป้าหมายการลงทุน และ/หรือ การออมเงินเพื่อการเกษียณ พร้อมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยใช้เป็นทางเลือกสำหรับการพักเงินลงทุน หรือกระจายการลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงในจังหวะที่ตลาดมีความผันผวนสูง เพื่อรอจังหวะเข้าลงทุนกับกองทุน RMF ประเภทอื่น หลังจากที่ตลาดลงทุนกลับมาฟื้นตัวเต็มที่
นางนันท์มนัสกล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยว่า มีแนวโน้มจะขยายตัวในเชิงบวกมากขึ้น ตามสัญญาณการฟื้นตัวจากการออกมาตรการเพื่อเร่งฟื้นฟูประเทศของภาครัฐ ที่เริ่มมีมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2565 รวมถึงการเปิดประเทศของจีนที่นับว่าเป็นแรงส่งที่สำคัญ โดยเฉพาะกับภาคการท่องเที่ยว การบริการ และการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งมองว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจนี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ GDP ของไทยสามารถฟื้นตัวได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเศรษฐกิจอาจส่งผลให้ตลาดมีความต้องการด้านสินค้าและบริการมากขึ้น ในขณะที่ราคาสินค้าเองก็มีการปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนการผลิตที่ถูกกดดันจากปัจจัยภายนอกประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา การปรับตัวของราคาสินค้ากับความต้องการของตลาด ได้ส่งผลให้ไทยต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับที่สูง
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของไทยปี 2565 เพิ่มขึ้นถึง 6.08% และมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงมีนโยบายที่จะยังคงใช้แนวทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไปอีกระยะ เพื่อลดเงินเฟ้อให้กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 1– 3%
ล่าสุด ธปท.ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ต่อปี ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% เป็น 1.50% ต่อปี และคาดว่าในปี 2566 นี้ จะทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปที่ระดับ 1.75% – 2.00% ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ “ตราสารหนี้” โดยเฉพาะพันธบัตรต่างๆ มีอัตราผลตอบแทนที่ปรับสูงขึ้นมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ
บริษัทฯ จึงมีมุมมองเชิงบวกต่อการเข้าลงทุน โดยเฉพาะกับ “ตราสารหนี้ภาครัฐระยะสั้น” ที่มองว่าเป็นทางเลือกการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ แม้ในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวนได้ และ ด้วยอายุเฉลี่ยของตราสารระยะสั้น ทำให้อัตราผลตอบแทนสามารถปรับสูงขึ้นตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ยังคงปรับขึ้นได้อีก






