
สังคมสูงวัยกดดันการเงิน เปิดตัวเลขเงินออมที่ควรมีหลังเกษียณ
BLA เตือนคนไทยวางแผนเกษียณใหม่ รับสังคมอายุยืน ชี้มีเงินใช้เดือนละ 20,000 บาท ต้องออม 10 ล้านบาท แนะตั้งเป้าอายุถึง 100 ปี รับมือค่าครองชีพ-ค่ารักษาพยาบาลพุ่ง ย้ำเริ่มออม ลงทุน และทำประกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อสร้างความมั่นคงหลังเกษียณ
KEY
POINTS
- คนไทยมีแนวโน้มอายุยืนยาวขึ้น แต่ต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากเงินเฟ้อ โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 10%
- ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า หากต้องการใช้เงินเดือนละ 20,000 บาทหลังเกษียณ ควรมีเงินออมประมาณ 10 ล้านบาท และหากต้องการ 50,000 บาทต่อเดือน ควรมีเงินเก็บ 25 ล้านบาท
- แนะนำให้เริ่มออมเงินให้เร็วที่สุดอย่างน้อย 10% ของรายได้ ควบคู่กับการใช้ประกันสุขภาพเพื่อบริหารความเสี่ยงทางการเงินจากค่ารักษาพยาบาลก้อนโต
- แหล่งรายได้หลังเกษียณควรมาจาก 3 ส่วนหลัก คือ ประกันสังคม, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และการออมการลงทุนส่วนบุคคล
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่แนวโน้มอายุขัยเฉลี่ยของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การวางแผนทางการเงินสำหรับวัยเกษียณกลายเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าที่เคย โดยเฉพาะท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและค่ารักษาพยาบาลที่ปรับตัวสูงขึ้นทุกปี
นางสาวสกาว สำราญคง CFP ผู้บริหารฝ่ายฝึกอบรม บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ปี 2569 หัวข้อ “วางแผนประกัน-ลงทุน รับเกษียณสุข” ว่า คนไทยควรปรับแนวคิดการวางแผนเกษียณใหม่ โดยตั้งสมมติฐานว่าจะมีอายุยืนถึง 100 ปี หรือมากกว่านั้น เพื่อให้มีเงินเพียงพอรองรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณที่อาจยาวนานถึง 30-40 ปี
อายุยืนขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้น
นางสาวสกาว กล่าวว่า แม้คนไทยจะมีอายุยืนขึ้น แต่ “อายุสุขภาพ” หรือช่วงเวลาที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างแข็งแรงกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน ส่งผลให้หลายคนต้องเผชิญภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้นในช่วงบั้นปลายชีวิต
อีกปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ “เงินเฟ้อ” ซึ่งส่งผลให้กำลังซื้อของเงินลดลงอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น อาหารจานเดียวราคา 50 บาทในปัจจุบัน หากเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 3% ต่อปี อีก 20 ปีข้างหน้าอาจมีราคาสูงเกือบ 100 บาท ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อทางการแพทย์มีอัตราเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 10% ต่อปี สูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ค่ารักษาพยาบาลกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญสำหรับผู้สูงอายุในอนาคต
อยากมีเงินใช้เดือนละ 2 หมื่น ต้องมีเงินเก็บ 10 ล้าน
สำหรับการเตรียมความพร้อมด้านการเงินหลังเกษียณ นางสาวสกาว ระบุว่า หากต้องการมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท เป็นระยะเวลา 25 ปี ภายใต้สมมติฐานเงินเฟ้อ 4% ควรมีเงินออมประมาณ 10 ล้านบาท ส่วนผู้ที่ต้องการมีเงินใช้เดือนละ 50,000 บาทหลังเกษียณ ควรมีเงินสะสมประมาณ 25 ล้านบาท โดยตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมรายได้จากประกันสังคมหรือเงินบำนาญจากแหล่งอื่น
BLA ยังแนะนำให้ประชาชนใช้ประกันชีวิตและประกันสุขภาพเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง เนื่องจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดด้านสุขภาพอาจส่งผลให้เงินออมที่สะสมมาทั้งชีวิตหมดไปในเวลาอันรวดเร็ว ยกตัวอย่างผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่จำเป็นต้องเข้าพักในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 50,000 บาทต่อเดือน หรือมากกว่า 600,000 บาทต่อปี
“การโอนความเสี่ยงผ่านประกันจะช่วยลดผลกระทบทางการเงินจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และช่วยรักษาเงินออมเพื่อการเกษียณไว้ได้”
ชี้เริ่มออมเร็วได้เปรียบดอกเบี้ยทบต้น
นางสาวสกาว แนะนำให้ประชาชนตรวจสุขภาพทางการเงินอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ผ่านการจัดทำงบดุลส่วนบุคคลและบัญชีรายรับ-รายจ่าย พร้อมมีเงินสำรองฉุกเฉินไม่น้อยกว่า 3-6 เดือนของค่าใช้จ่าย หรือ 12 เดือนสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ
นอกจากนี้ ควรควบคุมภาระหนี้ไม่ให้เกิน 45% ของรายได้ และออมเงินอย่างน้อย 10% ของรายได้ทุกเดือน “ยิ่งเริ่มออมเร็วเท่าไร ดอกเบี้ยทบต้นก็ยิ่งมีเวลาสร้างผลตอบแทนให้เงินออมเติบโต แต่หากเป็นหนี้ ดอกเบี้ยทบต้นก็จะกลายเป็นภาระที่ทำให้เงินไหลออกจากกระเป๋ามากขึ้น”
แนะจัดพอร์ตลงทุนตามระดับความเสี่ยง
สำหรับการลงทุนเพื่อเป้าหมายเกษียณ BLA มองว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การแสวงหาผลตอบแทนสูงสุด แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยงให้เหมาะสมกับเป้าหมายของแต่ละบุคคล โดยผู้ที่ไม่มีเวลาติดตามการลงทุนสามารถเลือกใช้กองทุนรวมเป็นเครื่องมือในการออมระยะยาว ขณะที่การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารความเสี่ยง
ทั้งนี้ แหล่งรายได้หลังเกษียณควรมาจาก 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และการออม-การลงทุนส่วนบุคคล ควบคู่กับการวางแผนภาษีผ่านเครื่องมือลดหย่อนต่าง ๆ เช่น ประกันชีวิต และกองทุน RMF เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการออมในระยะยาว
นางสาวสกาว กล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวไม่ใช่เพียงการทำให้เงินเติบโต แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการสร้างและการปกป้องทรัพย์สิน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีอิสรภาพทางการเงินตลอดช่วงวัยเกษียณ







