thansettakij
thansettakij
ชำแหละเงินฝากไทย คนมีบัญชีทั่วถึง แต่เงินส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวสูง

ชำแหละเงินฝากไทย คนมีบัญชีทั่วถึง แต่เงินส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวสูง

22 มิ.ย. 69 | 02:51 น.
อัปเดตล่าสุด :22 มิ.ย. 69 | 04:41 น.

เงินฝากกว่า 93% ของทั้งระบบยังกระจุกตัวอยู่ในผู้ฝากเพียงส่วนน้อย แม้คนไทยกว่า 92% จะเข้าถึงบัญชีเงินฝากแล้ว สะท้อนว่าการมีบัญชีไม่ได้หมายถึงการมีเงินออมที่กระจายตัวทั่วถึง

KEY

POINTS

  • คนไทยกว่า 92% สามารถเข้าถึงบริการเงินฝาก แต่เงินฝากส่วนใหญ่ (93%) กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ฝากเพียง 10% แรกของประเทศ
  • โครงสร้างเงินฝากสะท้อนความเหลื่อมล้ำสูง โดยค่ากลางของเงินฝากอยู่ที่เพียง 3,554 บาท และผู้ฝากส่วนใหญ่มีเงินในบัญชีไม่มากนัก
  • บัญชีออมทรัพย์ถูกใช้เพื่อทำธุรกรรมมากกว่าการออมระยะยาว ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ทำให้ผลตอบแทนจากการฝากเงินไม่สูง
  • ตลาดเงินฝากกระจุกตัวในธนาคารขนาดใหญ่ไม่กี่แห่ง และการแข่งขันด้านดอกเบี้ยมีจำกัด ซึ่งไม่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ฝากรายย่อย

จากรายงานของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์  เสนอข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยมีประชาชนเข้าถึงบริการเงินฝากในระดับสูง โดยข้อมูล World Bank ปี 2024 ระบุว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปกว่า 92% มีบัญชีเงินฝากแล้ว ถือเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในกลุ่มรายได้ใกล้เคียงกัน

ข้อมูลจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) ยังสะท้อนการขยายตัวของระบบเงินฝากอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยจำนวนผู้ฝากเพิ่มจาก 35.7 ล้านคนในปี 2016 เป็นเกือบ 44 ล้านคนในปี 2023 ขณะที่จำนวนบัญชีเงินฝากเพิ่มจาก 75.8 ล้านบัญชี เป็นมากกว่า 118 ล้านบัญชี และมูลค่าเงินฝากรวมในระบบเพิ่มจาก 11.9 ล้านล้านบาท เป็น 16.2 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของจำนวนบัญชีและมูลค่าเงินฝากไม่ได้หมายความว่าคนไทยมีเงินออมเพิ่มขึ้นอย่างทั่วถึง เพราะโครงสร้างเงินฝากที่ขยายตัวในช่วงหลังมาจากบัญชีออมทรัพย์เป็นหลัก

ในช่วงปี 2019-2023 เงินฝากของผู้ฝากชาวไทยเพิ่มขึ้นรวม 1.37 ล้านล้านบาท โดยเงินฝากออมทรัพย์เพิ่มขึ้นถึง 1.7 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินฝากประจำกลับลดลง 0.3 ล้านล้านบาท สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของบทบาทบัญชีออมทรัพย์จากช่องทางออมเงินไปสู่การเป็นบัญชีสำหรับทำธุรกรรมมากขึ้น โดยเฉพาะหลังการเติบโตของ Mobile Banking และพร้อมเพย์

ข้อมูลปี 2023 พบว่า ผู้ฝากชาวไทยมีบัญชีเงินฝากเฉลี่ย 2.7 บัญชีต่อคน และ 39% มีบัญชีเพียงบัญชีเดียว ขณะที่ผู้ฝากถึง 88% ถือเพียงบัญชีออมทรัพย์เท่านั้น มีเพียง 12% ที่ถือบัญชีหลายประเภทหรือมีบัญชีฝากประจำและบัญชีกระแสรายวันร่วมด้วย

เงินฝาก 93% ยังกระจุกตัวในผู้ฝากส่วนน้อย

เมื่อพิจารณาด้านมูลค่าเงินฝากกลับพบภาพที่แตกต่างออกไป โดยเงินฝากจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในผู้ฝากส่วนน้อยของประเทศ

การจัดกลุ่มผู้ฝากชาวไทยกว่า 42 ล้านคนตามมูลค่าเงินฝากรวม พบว่า เงินฝากถึง 93% ของทั้งระบบอยู่ในมือผู้ฝากเพียง 10% แรก ขณะที่ค่ากลางของเงินฝากอยู่ที่เพียง 3,554 บาท และมีผู้ฝากเพียง 4.2 ล้านคน หรือประมาณ 10% ของผู้ฝากทั้งหมด ที่มีเงินฝากเกิน 185,000 บาท

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า แม้คนไทยจำนวนมากจะมีบัญชีเงินฝาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินออมในระดับสูง และยังสะท้อนความเหลื่อมล้ำด้านสินทรัพย์ที่ยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย

ด้านผลตอบแทนจากการออมผ่านระบบธนาคารยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ โดยอัตราดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์เฉลี่ยในช่วงปี 2019-2023 อยู่ระหว่าง 0.35-0.64% ต่อปี ส่งผลให้เจ้าของบัญชีกว่า 80% ได้รับดอกเบี้ยไม่ถึง 200 บาทต่อปี

ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 0.65-1.61% ต่อปี ทำให้ผู้ที่มีเงินเหลือเก็บบางส่วนเลือกกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นแทน

ดอกเบี้ยต่ำ-การแข่งขันจำกัด ฉุดบทบาทเงินฝากเพื่อการออม

นอกจากนี้ เงินฝากยังมีความกระจุกตัวในระดับสถาบันการเงิน โดยกว่าร้อยละ 70 ของเงินฝากทั้งหมดอยู่ในธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 5 แห่ง ขณะที่การแข่งขันด้านราคายังมีจำกัดสำหรับผู้ฝากเงินทั่วไป

ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับเพิ่มขึ้นจาก 0.50% ในปี 2022 เป็น 2.00% ในเดือนพฤษภาคม 2023 ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในระดับที่ต่ำกว่า โดยดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยจาก 0.35% เป็น 0.41% ส่วนธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็กเพิ่มขึ้นจาก 0.42% เป็น 0.46%

สำหรับเงินฝากประจำ ธนาคารขนาดใหญ่ปรับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยจาก 0.5% เป็น 1.0% ขณะที่ธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็กปรับจาก 1.0% เป็น 1.5% ส่งผลให้ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราดอกเบี้ยเงินฝากขยายตัวขึ้นในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น

ผลการศึกษาระบุว่า ตลาดเงินฝากไทยในปัจจุบันมีลักษณะสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การเข้าถึงบริการทางการเงินที่อยู่ในระดับสูง การกระจุกตัวของเงินฝากทั้งในระดับผู้ฝากและระดับสถาบันการเงิน และการแข่งขันด้านดอกเบี้ยที่ยังมีข้อจำกัดสำหรับผู้ฝากเงินทั่วไป

จากข้อค้นพบดังกล่าว มีข้อเสนอเชิงนโยบาย 3 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมการแข่งขันและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์เงินฝาก การลดต้นทุนในการย้ายบัญชีหรือเปลี่ยนผู้ให้บริการ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของผู้ฝากเงิน และการยกระดับความโปร่งใสของข้อมูลด้านดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และคุณภาพบริการ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกใช้บริการทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น