
CLICX เปิดบริการมิ.ย.นี้ ‘คลัง’ หวั่น Virtual Bank ดิสรัปต์พิโกไฟแนนซ์
คลังเผย CLICX เปิด มิ.ย.นี้ ไร้อุปสรรค จับตา Virtual Bank ดิสรัปต์พิโกไฟแนนซ์ ชิงลูกค้ากลุ่ม C ชี้เข้าถึงข้อมูลแม่นยำ-ต้นทุนต่ำ
KEY
POINTS
- ธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) แห่งแรกของไทย "CLICX" เตรียมเปิดให้บริการในเดือนมิถุนายน 2569 โดยกระทรวงการคลังมองว่าจะเข้ามาเป็นผู้เล่นใหม่ที่แข่งขันกับธุรกิจพิโกไฟแนนซ์โดยตรง
- กระทรวงการคลังกังวลว่า Virtual Bank จะเข้ามาดิสรัปต์ตลาดสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มพิโกไฟแนนซ์ เนื่องจากมีเป้าหมายเป็นลูกค้ากลุ่มเดียวกันคือกลุ่มที่เข้าไม่ถึงบริการธนาคาร (Unbanked)
- Virtual Bank มีจุดแข็งในการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) เช่น พฤติกรรมการใช้จ่าย หรือค่าสาธารณูปโภค มาประเมินความเสี่ยงสินเชื่อได้แม่นยำกว่า ซึ่งอาจทำให้สามารถแย่งชิงฐานลูกค้าหลักของพิโกไฟแนนซ์ได้
- ด้วยต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำกว่าเพราะไม่มีสาขา ทำให้ Virtual Bank สามารถแข่งขันด้านผลิตภัณฑ์และบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าผู้ประกอบการพิโกไฟแนนซ์บางราย
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีธนาคารคลิกซ์ (CLICX) ซึ่งเป็น Virtual Bank หรือธนาคารไร้สาขาแห่งแรกของไทย เตรียมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2569 ว่า ขณะนี้ CLICX สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามแผน โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการอนุมัติจากกระทรวงการคลังเพิ่มเติม เนื่องจากกระบวนการพิจารณาเสร็จสิ้นตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีความเห็นชอบให้จัดตั้ง Virtual Bank เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ มองว่า การเข้ามาของ Virtual Bank จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบได้ในระยะยาว
หวั่น Virtual Bank ดิสรัปต์พิโกไฟแนนซ์
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การเปิดให้บริการของ Virtual Bank ในช่วงต่อจากนี้ จะกลายเป็น “ผู้เล่นใหม่” ที่เข้ามาดิสรัปต์ตลาดสินเชื่อรายย่อยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจพิโกไฟแนนซ์ ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อให้กับประชาชนระดับฐานรากและกลุ่มที่เข้าไม่ถึงระบบธนาคาร
ทั้งนี้ จุดแข็งสำคัญของ Virtual Bank คือ การใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ในการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ทำให้สามารถประเมินความเสี่ยงและความสามารถในการชำระหนี้ได้แม่นยำกว่ารูปแบบสินเชื่อดั้งเดิม
แหล่งข่าวระบุว่า ในโครงสร้างระบบการเงินปัจจุบัน ลูกค้ากลุ่ม A และ B สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ได้ค่อนข้างง่าย ขณะที่ “ลูกค้ากลุ่ม C” หรือกลุ่ม Unbanked ซึ่งไม่มีรายได้ประจำหรือไม่มีเอกสารทางการเงินชัดเจน มักต้องพึ่งพาพิโกไฟแนนซ์หรือหนี้นอกระบบ
อย่างไรก็ตาม Virtual Bank มีเป้าหมายสำคัญในการดึงคนกลุ่ม C เข้าสู่ระบบการเงินผ่านการใช้ข้อมูลทางเลือกในการประเมินเครดิต (Alternative Data) ส่งผลให้ฐานลูกค้าหลักของพิโกไฟแนนซ์อาจถูกแย่งชิงในอนาคต
จุดเด่น Virtual Bank เข้าถึงข้อมูลแม่นยำ
สำหรับข้อมูลที่ Virtual Bank สามารถนำมาใช้ประเมินเครดิตนั้น ครอบคลุมถึงข้อมูลพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การติดตามโลเคชันเพื่อวิเคราะห์รูปแบบการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงข้อมูลการใช้สาธารณูปโภค อาทิ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ หรือพฤติกรรมการใช้จ่ายบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือแทนเอกสารรายได้แบบเดิมได้
“ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ Virtual Bank สามารถทำ Credit Scoring ได้แม่นยำกว่าพิโกไฟแนนซ์แบบเดิมที่อาจยังไม่มีระบบข้อมูลขนาดใหญ่รองรับ” แหล่งข่าวกล่าว
ปัจจุบัน พิโกไฟแนนซ์ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยสูงถึง 5-10% ต่อเดือน โดยพิโกไฟแนนซ์มีเพดานอัตราดอกเบี้ยประมาณ 36% ต่อปี แต่การมาของ Virtual Bank จะเข้ามาแข่งขันโดยตรงในตลาดนี้ ผ่านจุดแข็งด้านต้นทุนที่ต่ำกว่า เพราะไม่มีสาขาและไม่มีต้นทุนสำนักงานแบบธนาคารดั้งเดิม
นอกจากนี้ ระบบดิจิทัลยังช่วยให้ Virtual Bank สามารถบริหารต้นทุนและมาร์จินได้มีประสิทธิภาพมากกว่า ขณะที่ผู้ประกอบการพิโกไฟแนนซ์บางรายอาจยังมีข้อจำกัดด้านเงินทุนและระบบหลังบ้านที่ไม่ได้เป็นอัตโนมัติเต็มรูปแบบ
แหล่งข่าวยังระบุด้วยว่า Virtual Bank อาจนำรูปแบบการติดตามและจัดเก็บหนี้แบบใหม่มาใช้ เพื่อลดความเสี่ยงหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) โดยอาจเปลี่ยนจากการเก็บเงินรายเดือน เป็นการเรียกชำระแบบรายสัปดาห์หรือรายวัน เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมกระแสเงินสดของลูกค้ากลุ่มรายได้น้อย ซึ่งถือเป็นการปรับตัวที่รวดเร็วกว่าโมเดลสินเชื่อแบบดั้งเดิม







