thansettakij
เครดิตบูโร ชงสหกรณ์ออมทรัพย์เข้าระบบ หวังแก้หนี้ข้าราชการตรงจุด

เครดิตบูโร ชงสหกรณ์ออมทรัพย์เข้าระบบ หวังแก้หนี้ข้าราชการตรงจุด

11 ก.ย. 2568 | 08:58 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ก.ย. 2568 | 09:03 น.

เครดิตบูโร เปิดกว้างหน่วยงานเข้าถึงข้อมูลประชากร 150 ล้านบัญชี เสนอดึงสหกรณ์ออมทรัพย์เข้าระบบ เพิ่มข้อมูลครอบคลุม หวังแก้หนี้ข้าราชการตรงจุด

นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “บทบาทของข้อมูลเครดิตในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ในงาน Macro Seminar 2025 เจาะลึกภาวะหนี้สินภาคธุรกิจไทย ว่า ประเทศไทยประสบปัญหาเรื่องการ "หวงข้อมูล" โดยองค์กรต่างๆ ที่ดูแลข้อมูลมักทำตัวเป็นเจ้าของข้อมูล ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว "ลูกค้าคือเจ้าของข้อมูล" 

สำหรับบริษัทข้อมูลเครดิต มีข้อมูลของบุคคลธรรมดา 33 ล้านคน ภาคธุรกิจประมาณ 400,000 กว่าบริษัท และจากจำนวนดังกล่าวเป็นเอสเอ็มอี 280,000 ซึ่งเราเปิดกว้างให้นักวิจัยสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ และเครดิตบูโรมี "เหมืองข้อมูลขนาดใหญ่" ที่เก็บข้อมูลย้อนหลัง 14 ปี มีฐานข้อมูลรวมกว่า 150.78 ล้านบัญชี แบ่งเป็น บุคคลธรรมดา 146 ล้านบัญชี และนิติบุคคล 4.68 ล้านบัญชี

“ข้อมูลเหล่านี้ได้ถูกส่งให้สถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ นำไปวิเคราะห์ ที่สามารถนำไปออกเป็นนโยบาย ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือกระทรวงการคลังได้ และยังสามารถนำไปเชื่อมโยงกับข้อมูลอื่นๆ เช่น ราคาพืชผลทางการเกษตร กับการเป็นหนี้ เป็นต้น”

ขณะเดียวกัน การรวมข้อมูลหนี้สิน (เครดิตบูโร), ข้อมูลเงินฝาก (สถาบันการเงิน) และข้อมูลโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ (กระทรวงการคลัง) จะทำให้เห็นรายรับรายจ่ายของคนไทยในระดับกว่า 10 ล้านคน ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจปัญหาหนี้สินและออกแบบนโยบายได้ตรงจุด อย่างไรก็ตาม เพื่อข้อมูลที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ควรจะมีการเพิ่มประเภทสมาชิกเครดิตบูโร เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ เพื่อให้เห็นหนี้ของข้าราชการได้อย่างชัดเจน

“หากสหกรณ์ออมทรัพย์เข้าระบบเครดิตบูโรได้ จะทำให้สามารถ เห็นภาพความเป็นหนี้ของข้าราชการไทย ได้อย่างชัดเจน เมื่อข้อมูลหนี้สินของข้าราชการไทยถูกนำมาประมวลผลโดยตัดความเป็นตัวตนออกและเชื่อมโยงกับการออมในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จะช่วยให้มองเห็นได้ว่าข้าราชการเหล่านั้นจะอยู่รอดหรือไม่หลังเกษียณหรือเมื่อสิ้นสุดการทำงาน”

นายสุรพล ยังชี้ให้เห็นถึงความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล ว่า มีผลต่อระบบสินเชื่อ ซึ่งระบบการให้สินเชื่อในปัจจุบันยังมีความ "ไม่สมบูรณ์ของข้อมูล" ทำให้เกิด "error" หรือการปล่อยสินเชื่อไม่ตรงกับความเป็นจริง  ขณะเดียวกัน การที่สถาบันการเงินไม่รู้จักลูกค้า ทำให้ลูกค้าบางกลุ่มถูกจัดว่าเป็น "คนเสี่ยง" และคิดดอกเบี้ยแพง 

นอกจากนี้ ยังมองว่า เกณฑ์การประเมินความเสี่ยงสินเชื่อที่เน้น "รายได้ที่แน่นอน มั่นคง เพียงพอ สม่ำเสมอ" ไม่สอดคล้องกับ 10 ล้านคน ที่เป็นฟรีแลนซ์ ซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอน ทำให้คนกลุ่มนี้เข้าถึงสินเชื่อยาก

อย่างไรก็ตาม ในการแบ่งปันข้อมูลนั้น ยังมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ซึ่งถือเป็นอุปสรรคใหญ่ของนักวิจัยไทย ขณะที่การพัฒนาข้อมูลของไทยความทันสมัย แต่ไม่เคยพัฒนา 

“เครดิตบูโรเชิญชวนนักวิชาการให้เข้ามา "ขุดเหมืองข้อมูล" สถิติ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อนำผลงานวิจัยไปพัฒนา ร่วมกับนโยบายของภาครัฐ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ”