thansettakij
thansettakij
กูรูเตือนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นไม่ยั่งยืน

กูรูเตือนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นไม่ยั่งยืน

13 พ.ค. 67 | 06:21 น.
อัปเดตล่าสุด :13 พ.ค. 67 | 06:22 น.

กูรูประสานเสียง แนะรัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาว ให้น้ำหนักความยั่งยืน พุ่งเป้าลงทุนภาครัฐ ลดภาษีถ้าอยากดันจีดีพีโต 5% เตือนอย่างเร่งเติบโตระยะสั้นเพียง 1-2 ปี เหตุไม่ยั่งยืน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จ่อปรับลดประมาณการจีดีพี หลังเห็นสัญญาณแผ่วลง

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศนโยบายเร่งด่วนอันดับแรกหลังการเข้ารับตำแหน่งคือ การเพิ่มรายได้ ควบคู่กันกับการกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาหนี้ รวมถึงผลักดันโครงการดิจิทัล วอลเล็ต เพราะมีความเชื่อมโยงถึงกันทั้งรายใหญ่ รายเล็ก เอสเอ็มอี และภาคแรงงาน ซึ่งการเติมเงินเม็ดเงินเข้าไป เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจช่วยให้จีดีพีเติบโต

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทยเปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากจะให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้สูงกว่า 5%ในราคาที่แท้จริง (Real GDP) อย่างยั่งยืนนั้น สามารถทำได้ แต่ต้องระมัดระวังไม่ใช่เป็นการเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้นเพียง 1-2 ปี เพราะจะทำให้เศรษฐกิจไทยสุดท้ายกลับมาขยายตัวต่ำหรืออาจจะต่ำกว่าควรจะเป็น

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย

การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ที่ทำได้ส่วนมากจะเกิดจากการกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชน ให้การใช้จ่ายของครัวเรือนเร่งตัวขึ้นผ่านมาตรการ ไม่ว่าแจกเงิน หรือลดภาษี การสร้างแรงจูงใจอื่นๆ ซึ่งมักจะเกิดในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตช้าและต้องการแรงสนับสนุนทำให้เศรษฐกิจไทยเร่งขยายตัวแรงกว่าค่าเฉลี่ยในเวลาอันสั้นหรือเฉพาะช่วงที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี หลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มักเห็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยหรือในอดีต เนื่องจากคนนำเงินออมออกมาใช้ หรือการบริโภคเกิดขึ้นแล้วก็ไม่จำเป็นที่ต้องบริโภคต่อเนื่องได้ ตรงนั้นอาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เศรษฐกิจไทยต้องกลับมาชะลอตัวหรืออาจจะสร้างปัญหาระยะยาว เช่น ปัญหาหนี้ครัวเรือน หรือปัญหาอื่น

เครื่องชี้เศรษฐกิจไทย

ส่วนการกระตุ้นที่อยากจะเห็นในการสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตได้ระยะยาว จะมีในเรื่องการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการเร่งการลงทุนภาคเอชนหรือดึงต่างชาติให้เข้ามาลงทุน ทลายกฎระเบียบที่สร้างแรงจูงใจหรือเอื้อต่อการลงทุนเข้ามาขยายโอกาสในตลาดประเทศไทย รวมทั้ง พัฒนาาฝีมือแรงงาน สร้างตลาดที่มากขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้า ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการปรับโครงสร้างระยะยาวที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นภายใน 2 ปี แต่ถือว่าเป็นการเร่งเศรษฐกิจได้ในอนาคต

สำหรับปัจจัยด้านการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะนำรายได้จากต่างประเทศเข้ามา โดยเร่งการฟื้นตัวของภาคการผลิต จ้างงานและอื่นๆ แต่การส่งออกที่ดีก็จะต้องมาพร้อมกับการลงทุนเช่นกัน ส่วนการท่องเที่ยวสามารถทำได้ไม่ใช่เฉพาะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากขึ้นแต่สามารถเร่งการใช้จ่ายของต่างชาติที่เข้ามาพำนักในเมืองไทยรวมทั้งเพิ่มระยะเวลาการพำนักและเพิ่มการใช้จ่าย

โดยมีแรงจูงใจ เช่น ซื้อที่ดินในวัยเกษียณ และการลงทุนภาครัฐที่มุ่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขยายโอกาสการเชื่อมโยงกับภูมิภาคต่างๆ แม้การใช้จ่ายหรือการลงทุนภาครัฐมีสัดส่วนไม่สูงในจีดีพี แต่จะเน้นกระจายรายได้และสร้างโอกาสสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนลงทุนตาม 

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัดกล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า มาอยากให้รัฐบาลให้น้ำหนักกับความยั่งยืน ซึ่งเป็นการกระตุ้นระยะยาว 5-10ปี ไม่ว่าพัฒนาด้านการศึกษา พัฒนาบุคลากร เพื่อรองรับวัยทำงานที่ลดน้อยลงในวันข้างหน้า จากแนวโน้มคนวัยเกษียณจะสูงมากขึ้น

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

ควบคู่กับการการเอาจริงเอาจังกับการแก้กฎระเบียบหรือกฎหมายให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในไทย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจทั่วไปหรือเวนเจอร์แคป ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เกิดการกระจายรายได้จากการสร้างงาน สร้างอาชีพกับสังคมไทย และภาครัฐยังมีโอกาสเพิ่มฐานภาษี ไม่ว่าภาษีนิติบุคคลหรือภาษีมูลค่าเพิ่ม

 “เรื่องแก้กฎระเบียบหรือกฎหมายหรือยกเลิกกฎหมายที่ไม่ใช้แล้ว ต้องทำให้เกิดผลในทางปฎิบัติ เพราะเรื่องนี้พูดกันมานานแต่ปัจจุบันภาครัฐยังขาด One Stop Service หากแก้กฎระเบียบได้จริงโอกาสจะดึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนและทำงานในไทยได้ ซึ่งจะทำให้เป้าหมายเพิ่มรายได้ของรัฐบาลมีความเป็นไปได้ โดยไม่กระทบปัญหาหนี้ที่ต้องการปรับลด”

 นอกจากนั้น ยังมีโอกาสในภาษีที่ดินหรือภาษีมรดก ประกอบกับในอนาคตรายจ่ายภาครัฐจะสูงขึ้น สวนทางการจัดเก็บภาษีที่น้อยลงจากคนไทยเข้าสู่วัยเกษียณ

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกและไตรมาส 2 ปีนี้มีแนวโน้มแผ่วลงต่อเนื่อง เห็นได้จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แผ่วลง ในส่วนของศูนย์วิจัยกสิกรไทยอยู่ระหว่างทบทวนประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จากเดิมคาดการณ์ไว้ 2.8%ต่อปี ซึ่งมีแนวโน้มจะปรับลดลง เพราะนอกจากภาคการส่งออก ยังมีข้อจำกัดในการผลิตสินค้าที่ไม่อยู่ในความต้องการของตลาดโลกแล้ว ภาคเกษตรปีนี้ก็น่าเป็นห่วง เพราะอากาศที่ร้อนกระทบผลการผลิต

“ไตรมาส 3 น่าจะเห็นภาพเศรษฐกิจชัดขึ้น เมื่องบประมาณภาครัฐเร่งการเบิกจ่าย แต่ตอนนี้แรงกระตุ้นแผ่วมาก แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะเข้ามาแต่มีประเด็นเรื่องมลพิษ ส่วนตลาดทุนไทยต้องเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน ด้วยการจัดการเรื่องธรรมาภิบาลและมีบทลงโทษให้เห็นผลประจักษ์ พร้อมทั้งสร้างบรรยากาศให้น่าลงทุน รวมถึงเปิดโอกาสให้บริษัทเล็กแข่งขันได้” นายบุรินทร์ กล่าว

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 44 ฉบับที่ 3,991 วันที่ 12 - 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2567