thansettakij
thansettakij
ทริสเรทติ้ง จัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทรูฯ  A+ หลังรวม “ดีแทค”

ทริสเรทติ้ง จัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทรูฯ A+ หลังรวม “ดีแทค”

14 มิ.ย. 66 | 07:49 น.
อัปเดตล่าสุด :14 มิ.ย. 66 | 07:56 น.

ทริสเรทติ้ง จัดอันดับความน่าเชื่อถือของ ทรู คอร์ปอเรชั่น A+ หลังรวม “ดีแทค” เผย อันดับเครดิตสูง ยิ่งมีทางเลือกที่มากขึ้นในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่า

จากกรณีที่เมื่อเดือนมีนาคม  2566 บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  หรือ ทรู และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)  หรือ ดีแทค ควบรวมกิจการและได้ใช้ชื่อในนาม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  ได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรที่ A+ โดยทริสเรทติ้ง

นายนกุล เซห์กัล ผู้บริหารด้านการเงิน (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อันดับความน่าเชื่อถือของ ทรูฯ ภายหลังควบรวม ถูกจัดให้อยู่ในระดับ A+ โดยทริสเรทติ้ง สถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำในประเทศไทย ซึ่งการจัดอันดับเครดิตของทริสเรทติ้งจะเริ่มต้นตั้งแต่ AAA ไล่ลงไปจนถึง D เรทติ้งดังกล่าวถือเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้นักลงทุนทราบถึงสุขภาพทางการเงินและความเสี่ยงของบริษัทที่ต้องการเข้าไปลงทุน โดยก่อนการรวมกิจการ อันดับความน่าเชื่อถือของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUEE อยู่ที่ระดับ BBB+ และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC อยู่ที่ระดับ AA การที่ ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่ควบรวมแล้วได้รับการปรับอันดับเครดิตเพิ่มขึ้นสามระดับ จาก BBB+ เป็น A+ นั้น ช่วยให้บริษัทสามารถเข้าถึงกลุ่มนักลงทุนได้กว้างขึ้น ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง

 “ยิ่งอันดับเครดิตสูง บริษัทก็จะยิ่งมีทางเลือกที่มากขึ้นในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่า ทำให้ในระยะยาวช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการกู้ยืมและเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน คล้ายๆ กับในกรณีของบุคคล การมีอันดับเครดิตที่ดีช่วยให้บุคคลนั้นๆ สามารถเข้าถึงสินเชื่อหรือเงินกู้จากธนาคารได้ในอัตราดอกเบี้ยที่สมเหตุสมผล” 

นายนกุล เซห์กัล

 

ด้านนางสาวยุภา ลีวงศ์เจริญ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน (ร่วม) ของ ทรู กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทใหม่ ซึ่งเกิดจากการหลอมรวมกิจการระหว่างทรู-ดีแทคนั้น เป็นการประสานจุดแข็งด้านการเงินของทั้งสองบริษัทภายหลังการควบรวม ตำแหน่งทางการตลาด (market position) ที่แข็งแกร่งในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ โครงข่ายทั่วประเทศ ชุดคลื่นความถี่ที่ครอบคลุม และชื่อแบรนด์ที่ผู้บริโภคคุ้นเคย ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยด้านเศรษฐกิจระดับมหภาค อาทิ ตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของ GDP ประเทศไทย อันเนื่องมาจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวหลังสถานการณ์โควิด-19 เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ยังมีส่วนช่วยให้ ทรู  ได้รับการจัดอันดับเครดิตที่ A+ อย่างไรก็ดี ในการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือนั้นได้มีการนำปัจจัยเรื่องความท้าทายจากการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในตลาดโทรคมนาคม ภาระหนี้สิน และความเสี่ยงของการรวมกิจการ มาประเมินร่วมด้วย

“การจัดอันดับเครดิตบริษัทนั้นเป็นเสมือนจุดอ้างอิงให้กับนักลงทุนในการประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทน ยิ่งอันดับเครดิตสูง ความเสี่ยงก็ยิ่งต่ำ และในระยะยาวนั้นจะช่วยลดต้นทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มที่มากขึ้นให้แก่ผู้ถือหุ้น”

ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งมีการจัดอันดับเครดิตโดยพิจารณาจากมุมมองและแนวโน้มในอนาคตเป็นหลัก ซึ่งทริสเรทติ้งนั้นเชื่อว่าการรวมกิจการในครั้งนี้จะนำมาซึ่งโอกาสมากมายจากการประสานพลัง (synergy) ของสองบริษัท

นางสาวยุภา ลีวงศ์เจริญ

“เพื่อรักษาอันดับเครดิตนี้ไว้ บริษัทฯต้องทำทุกอย่างให้ได้ตามเป้าหมายและแผนธุรกิจที่วางไว้ การทำสิ่งต่าง ๆ ให้เหนือความคาดหมายของลูกค้า ผู้ถือหุ้น และ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จะช่วยปูทางไปสู่การจัดอันดับเครดิตที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต ซึ่งทุกคนในบริษัทล้วนมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนการดำเนินงานและเป้าหมายด้านกลยุทธ์ของบริษัทฯ”.