thansettakij
thansettakij
แบงก์เข้มสินเชื่อคุมเสี่ยง คาดปี 66 โต 4.7%

แบงก์เข้มสินเชื่อคุมเสี่ยง คาดปี 66 โต 4.7%

12 ก.พ. 66 | 13:07 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ก.พ. 66 | 13:07 น.

จับตาเงินฝากประจำทยอยเป็นบวก หลังแบงก์ปรับขึ้นดอกเบี้ย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดแบงก์เข้มสินเชื่อคุมความเสี่ยง KKP แตะเบรกเฟ้นลูกค้าคุณภาพ เหตุเศรษฐกิจโลกยังไม่แน่นอน

ภาพรวมของยอดคงค้างสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ (ไม่รวม Interbank)สิ้นปี 2565 มีจำนวน 14.7 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้น 4.1 แสนล้านบาทหรือ 2.87% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 14.29 ล้านล้านบาท ขณะที่ยอดคงค้างเงินฝากมีทั้งสิ้น 15.86 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้น 6.4 แสนล้านบาทหรือ 4.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 15.22 ล้านล้านบาท

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัยกลุ่มงานวิจัยศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ยอดคงค้างสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ปิดปี 2565 เติบโตต่ำกว่า 3% และต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ 5% สาเหตุมาจากการชำระคืนหนี้สินเชื่อของธุรกิจรายใหญ่และสินเชื่อภาครัฐทำให้ยอดคงค้างสินเชื่อย่อลงทุกเดือนและทำให้ภาพรวมสินเชื่อธุรกิจทั้งปีมีโอกาสติดลบหลังการชำระคืน

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัยกลุ่มงานวิจัยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ขณะที่สินเชื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แม้จะมีความต้องการสินเชื่อตามโครงการและมีการเบิกใช้เงินทุนหมุนเวียน แต่อัตราเติบโตช้า เนื่องจากมีการชำระคืนเงินกู้ก้อนใหญ่ แต่ในส่วนของสินเชื่อรายย่อยเติบโตได้เกิน 5.5% จากเดือนธันวาคมปีก่อนอยู่ที่ 3.7%

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจะเห็นว่า เงินฝากขยายตัวมากกว่าสินเชื่อทำให้สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (L/D) สิ้นปี 2565 อยู่ที่ 92.7% ลดลงจาก 93.8%ในปี 2564 แต่เงินฝากประจำบุคคลธรรมดาเพิ่งจะทยอยกลับมาเป็นบวก 0.5% โดยเฉพาะช่วง 3 เดือน (กันยายน-พฤศจิกายน) ที่ธนาคารปรับขึ้นดอกเบี้ยตามคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)

แบงก์เข้มสินเชื่อคุมเสี่ยง คาดปี 66 โต 4.7%

ทั้งนี้ เงินฝากประจำเดือนพฤศจิกายนมีทั้งสิ้น 4.08 ล้านล้านบาทจากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 4.00 ล้านล้านบาท จากก่อนหน้าทีี่เงินฝากประจำติดลบ เนื่องจากดอกเบี้ยต่ำทำให้คนย้ายไปฝากออมทรัพย์และ CASA

สำหรับภาพรวมสินเชื่อปี 2566 ยังมองว่า มีโอกาสเติบโตในกรอบ 4.2-5.2% (ค่ากลาง 4.7%) ขยายตัวตามเศรษฐกิจ ทั้งสินเชื่อรายใหญ่และรายย่อย แต่สินเชื่อรายย่อยแนวโน้มสถาบันการเงินจะให้น้ำหนักคุณภาพสินเชื่อและการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Lending) จากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและเทียบกับฐานสูงในปีที่ผ่านมาด้วย

ขณะที่แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) คาดว่า จะอยู่ในกรอบ 2.55-2.85% จากสิ้นปี 2565 คาดไว้ที่ 2.65-2.75%

“แนวโน้มแบงก์ในระบบยังคงเน้นดูแลลูกค้าทั้งปรับโครงสร้างหนี้และขายเอ็นพีแอล ซึ่งยังได้ประโยชน์จากเกณฑ์การจัดชั้น โดยเฉพาะยังน่าห่วงทั้ง SME รายย่อยหรือคนตัวเล็ก ซึ่งเป็นกลุ่มที่สถานะยังไม่กลับมาดีในทันที เพราะเศรษฐกิจเพิ่งฟื้นจึงต้องใช้เวลากว่าเศรษฐกิจจะดีแบบทั่วถึง ช่วงนี้จึงมีเพียงบางเซ็กเตอร์ที่กลับมาดีบ้าง ขณะที่ีเงินฝากประจำจะขยับเพิ่มขึ้นตามทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ย”

แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์ตั้งข้อสังเกตุว่า การเติบโตของสินเชื่อรายย่อยในปี 2565 อาจเป็นผลจากการโอนพอร์ตสินเชื่อรายย่อยของธนาคารซิตี้แบงก์ให้กับธนาคารยูโอบี ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศบวกกับมีการชำระคืนหนี้บางส่วนด้วย

นายอภินันท์ เกลียวปฎินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรกล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่สดใสจึงต้องการเบาคันเร่งธุรกิจ เน้นกิจการเติบโตให้มีคุณภาพมากขึ้นในปี 2566 โดยมีเป้าหมายสินเชื่อเติบโต 13% และเอ็นพีแอลคาดว่า จะอยู่ที่ 3.1%

นายอภินันท์ เกลียวปฎินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

ขณะที่นายฟิลิป เชียง ชอง แทน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคาร เกียรตินาคินภัทร(KKP)กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจปี 2566 ธนาคารยังคงเน้นการขยายสินเชื่อในกลุ่มที่มีศักยภาพและสินเชื่อที่มีหลักประกันเช่น สินเชื่อรถยนต์และสินเชื่อบ้าน

สอดคล้องกับผลการสำรวจภาวะและแนวโน้มสินเชื่อประจำไตรมาส 4 ปี 2565 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า ธุรกิจทุกขนาดและสาขาธุรกิจยังมีแนวโน้มต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 1 ปี 2566 โดยเฉพาะ SMEs ที่ยังต้องการสินเชื่อเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับดำเนินกิจการและผลิตสินค้าคงคลัง

ขณะที่ความต้องการสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่อาจขยายตัวชะลอลงบ้างเนื่องจากได้เร่งระดมทุนไปมากแล้วในช่วงก่อนหน้า แต่ยังมีความต้องการสินเชื่อเพื่อการควบรวมกิจการ (M&A) ต่อเนื่อง

ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคอื่นเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีเงินออมจำกัด ประกอบกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยไตรมาส 1 ปี 2566 ความต้องการสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่ออุปโภคบริโภคอื่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ขณะที่ความต้องการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มีแนวโน้มปรับลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ส่วนหนึ่งจากแนวโน้มดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า ประกอบกับการสิ้นสุดการผ่อนคลายมาตรการ LTV และโปรโมชั่นส่งเสริมการขายรถยนต์ในช่วงปลายปี 2565

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 42 ฉบับที่ 3,859 วันที่ 5 - 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566