
กูรู ฟันธงกนง. เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย แม้เงินเฟ้อขาลง
กูรูห่วง “เงินเฟ้อ-เงินบาทอ่อน” กดดันกนง.ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย เหตุเฟดยังขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ส่งผลส่วนต่างดอกเบี้ยยิ่งห่าง จับตา กำลังซื้อจะต่อเนื่องถึงปีหน้าหรือไม่ แถมเงินเฟ้อพื้นฐาน ขยับเกิน 3% ต่อเนื่อง 3 เดือน
กระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนตุลาคม 2565 พบว่า ขยายตัว 5.98% ชะลอลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ตามการชะลอตัวของราคาน้ำมันและสินค้าในกลุ่มอาหาร ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของหลายประเทศยังอยู่ในระดับสูงและสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งประเทศในอาเซียนอย่าง ลาว สิงคโปร์และฟิลิปปินส์ และประเทศสำคัญเช่น สหราชอาณาจักร อิตาลี เยอรมนีและอินเดีย รวมถึงสหรัฐอเมริกา
นายเชาว์ เก่งชน ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยปรับลดลงหลังจากผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แต่จะไม่ลดลงไปอยู่ในระดับค่าเฉลี่ยก่อนโควิดที่ 1% โดยคาดว่า เฉลี่ยทั้งปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 6.0% และปีหน้า 2-3% เนื่องจากโอเปคแทรกแซงราคาน้ำมันดิบเป็นระยะๆ โดยปรับลดกำลังการผลิตลง
ประกอบกับสถานการณ์รัสเซียกับยูเครนยังไม่จบ ทำให้ราคาน้ำมันไม่ปรับลดฮวบฮาบ ขณะที่ไทยยังมีค่าแรงขั้นต่ำที่จะทยอยมีผลต่อต้นทุนของผู้ประกอบการ ซึ่งต้องแบกต้นทุนระยะหนึ่ง
ดังนั้น หากเงินเฟ้อยังยืนเกิน 2% ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยนโยบายวันนี้ และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)ยังขึ้นดอกเบี้ยไป อาจจะเกิน 5% จึงมีส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐค่อนข้างมาก แนวโน้มที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำ
ขณะที่ธนาคารพาณิชย์จะทยอยปรับดอกเบี้ยตามความเหมาะสมกับลูกค้าและสภาพเศรษฐกิจ โดยจะไม่เห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกันยกแผง อีกทั้งที่ผ่านมาเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์ลดลงบางเดือน เพราะคนออกไปถือครองหรือลงทุนในหุ้นกู้ ซึ่งจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝาก
นายนริศ สถาผลเดชา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคาร ทหารไทย ธนชาตหรือทีทีบี (ttb analytics) กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อคงจะปรับลดลงต่ำกว่า 4.5% ซึ่งเป็นปัจจัยจากเรื่องฐาน ไม่ใช่ราคาถูกลง โดยเงินเฟ้อมีการกระจายตัวมากขึ้น กระทบราคาสินค้าบ้างแล้ว แต่ยังไม่กระทบการบริโภค ส่วนหนึ่งการใช้จ่ายของคนไปได้ดี การบริโภคขยายตัวต่อเนื่อง บวกโครงการไทยเที่ยวไทยด้วย
“ที่ต้องเป็นห่วงคือ อาการเหมือนยุโรปหรือสหรัฐหรือเปล่าคือ การออกมาใช้จ่าย เร่งตัวจากที่เพิ่งฟื้นกลับมา แต่ต้นปีหน้า เงินในกระเป๋าจะยังมีเงินเหลือให้บริโภคต่อเนื่องหรือไม่ เพราะราคาสินค้าแพงขึ้นจริงๆ หากปีนี้เงินเฟ้อขึ้นมา 6% ปีหน้า 3% สะท้อนราคาปรับขึ้นมา 2 ปีราว 2% จริงๆ ปีหน้าเงินเฟ้ออาจจะไม่สูงมากเท่าปีนี้ จากดีมานด์ของโลกเริ่มชะลอลง หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยต่อ ทั้งยุโรปและจีนยังชะลอ ฉะนั้นปีนี้มีโอกาสจะเห็นเศรษฐกิจชะลอ”นายนริศกล่าว
สำหรับทิศทางดอกเบี้ยระบบธนาคารพาณิชย์นั้น การปรับขึ้นดอกเบี้ยคงไม่เท่าดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับขึ้นครั้งที่ 3 อาจจะอยู่ที่ระดับ 1.25% บวกกับต้นทุนนำส่งเงินกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ฉะนั้นธนาคารพาณิชย์คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องส่งผ่าน แต่จะเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยเฉพาะกลุ่มและดอกเบี้ยเงินฝากประจำ
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ไตรมาส 4 น่าจะเห็นเงินเฟ้อทั่วไปลดลง เฉลี่ยปีนี้ที่ 6% สิ่งที่ต้องจับตาคือ เงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งขยับขึ้นเกิน 3% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 จากปัจจัยต้นทุน ค่าไฟฟ้า ค่าอาหารขยับขึ้น แต่เริ่มเห็นเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันลดลง แต่ข้อดีเมืองไทยไม่มีแรงกดดันให้เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้านทิศทางดอกเบี้ยเชื่อว่า กนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้และธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยตามต้นทุนทางการเงิน รวมทั้งการกลับไปนำส่งเงิน FIDF เต็มจำนวน สิ่งที่น่ากังวล ถ้าแนวโน้มเงินบาทอ่อนค่าต่อ ทำให้ธปท.ต้องเข้าดูแลอาจกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นและกดดันกนง.ต้องปรับดอกเบี้ยนโยบายเร็วขึ้น ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 42 ฉบับที่ 3,834 วันที่ 10 - 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565







