
ราคาทองแดงโลกร่วง 2 วันติด ผวาเฟดขึ้นดอกเบี้ย ธ.ค. สกัดกระแสลงทุน AI
ราคาทองแดง COMEX ดิ่ง 1.83% ปิด 6.48 ดอลลาร์ จับตาเฟดขึ้นดอกเบี้ยกดดีมานด์โลก นักลงทุนเทขายหุ้นเทคโนโลยี หวั่นกระแสลงทุน AI สะดุด ฉุดอุปสงค์
KEY
POINTS
- ราคาทองแดงในตลาดโลกร่วงลงติดต่อกันเป็นวันที่สอง จากปัจจัยลบหลายประการ
- นักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น
- ผลประกอบการที่น่าผิดหวังของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ทำให้เกิดความกังวลต่อความยั่งยืนของการลงทุนในเทคโนโลยี AI ซึ่งอาจกระทบต่อความต้องการใช้ทองแดงในอนาคต
สัญญาทองแดงตลาดนิวยอร์กปิดลบติดต่อกันวันที่สองในวันศุกร์ (30 ต.ค.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. หลังเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น
อีกทั้งผลประกอบการที่น่าผิดหวังของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ยังคงทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับความไม่ยั่งยืนของการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ทองแดงในอนาคต
- สัญญาทองแดงตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 12.05 เซนต์ หรือ -1.83% ปิดที่ 6.4820 เหรียญต่อปอนด์
โดยโลหะทองแดงเป็นวัตถุดิบที่สำคัญต่อการขยายตัวของเทคโนโลยี AI ทั่วโลก เนื่องจากมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในศูนย์ข้อมูล (Data centers) และโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า ส่งผลให้ราคาทองแดงมีความอ่อนไหวเป็นอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกิดขึ้นในตลาดเทคโนโลยี
บ.เทคฯรายใหญ่ผลประกอบการน่าผิดหวัง
ซึ่งล่าสุดบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ รวมถึง Alphabet, Amazon และ Intel ต่างรายงานผลประกอบการที่น่าผิดหวัง ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีถูกเทขายออกมาอย่างหนัก โดยเฉพาะหุ้นของบริษัทที่มีการลงทุนจำนวนมากใน AI
นอกจากนี้ นักลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.6% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเร่งตัวขึ้นจากเดือนส.ค.ที่ปรับตัวขึ้น 3.4%
ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.1% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งมากกว่าในเดือนส.ค.ที่ปรับตัวขึ้น 3.0%
ดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 72.1% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนธ.ค.
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมปรับตัวสูงขึ้นด้วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความต้องการใช้ทองแดง







