
ดาวโจนส์ปิดตลาดบวก 97.53 จุด หุ้นชิปพุ่งหนุนตลาด จับตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด
หุ้นนิวยอร์กปิดบวก ดัชนีดาวโจนส์ทะยาน 97 จุด รับแรงหนุนหุ้นชิป-AI ก่อนเปิดงบบิ๊กเทค ตลาดจับตาเงินเฟ้อ PCEและงบ Microsoft-Alphabet
KEY
POINTS
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดปรับตัวขึ้น 97.53 จุด โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและผู้ผลิตชิป
- หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง นำโดย Micron Technology และ SK hynix หลังผลประกอบการดีเกินคาดจากความต้องการชิป AI ที่เพิ่มสูงขึ้น
- นักลงทุนจับตาทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมล่าสุด แต่ยังคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นในเดือนธันวาคม
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันพุธ (28 ต.ค.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมล่าสุด ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้
ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยเฟดในปีนี้ พร้อมกับจับตารายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่
- ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 52,475.10 จุด เพิ่มขึ้น 97.53 จุด หรือ +0.19%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,743.98 จุด เพิ่มขึ้น 21.38 จุด หรือ +0.28%
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,549.85 จุด เพิ่มขึ้น 72.04 จุด หรือ +0.27%
คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟด มีมติด้วยคะแนนเสียง 10-2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเมื่อวันพุธ ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ของตลาด
เฟดเพิ่มประเมินภาวะเศรษฐกิจ
หลังเสร็จสิ้นการประชุม เฟดได้ปรับเพิ่มการประเมินภาวะเศรษฐกิจ และระบุในแถลงการณ์ว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฟดจะทำการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้คณะกรรมการสามารถกำหนดจุดยืนด้านนโยบายที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% ของเฟดได้ภายในเวลาที่เหมาะสม ขณะที่เควิน วอร์ช ประธานเฟดกล่าวว่า เฟดได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนถึงความพร้อมและความเต็มใจที่จะดำเนินการ
นักวิเคราะห์จากบริษัท Carson Group ระบุว่า ตลาดได้คาดการณ์ไว้แล้วว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ ดังนั้นผลการประชุมเฟดจึงไม่ได้สร้างความประหลาดใจ นอกจากนี้ นักลงทุนก็เริ่มคุ้นเคยกับสไตล์การแถลงของเควิน วอร์ช
เครื่องมือ FedWatch ของ CME ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 85.0% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนธ.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 78.3% ในวันอังคาร
หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้น 0.48% ตามด้วยหุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้น 0.41% ส่วนหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวลง 0.88% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ลดลง 0.65%
หุ้น Micron Technology ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ พุ่งขึ้น 5.9% หลังจาก SK hynix บริษัทคู่แข่งจากเกาหลีใต้ เปิดเผยรายได้และกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 3/2569 พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้แรงหนุนจากความต้องการชิปหน่วยความจำที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางกระแสความนิยมด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI)
หุ้น SK hynix ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก พุ่งขึ้น 13.3% ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า ผลประกอบการของ SK hynix แสดงให้เห็นว่า ความต้องการชิป AI ที่แข็งแกร่งเป็นปัจจัยหนุนกำไรจากการดำเนินงานให้เติบโตอย่างมาก ซึ่งช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของของกระแส AI
ดัชนี Philadelphia SE Semiconductor ปรับตัวขึ้น 1.8% ซึ่งเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 4 และส่งสัญญาณว่าหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปเริ่มฟื้นตัว หลังจากที่ถูกเทขายออกมาอย่างหนักก่อนหน้านี้
หุ้น Vertiv พุ่งขึ้น 16.5% หลังจากบริษัทโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลรายนี้เปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาสที่สูงเกินคาด และได้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรและรายได้ตลอดปีงบการเงิน 2569
หุ้น Robinhood ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี ปรับตัวลง 3.3% หลังบริษัทเปิดเผยกำไรที่ต่ำกว่าคาดในไตรมาส 3 และหุ้น Boston Scientific ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ร่วงลง 5.8% หลังบริษัทปรับลดคาดการณ์กำไรในปีงบการเงิน 2569
น้ำมันดิบปรับตัวขึ้น
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อตลาดในระหว่างวัน โดยราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้น 2.88% ปิดที่ระดับ 102.78 เหรียญ/บาร์เรล และราคาน้ำมันเบรนท์ ดีดตัวขึ้น 1.26% แตะที่ระดับ 115.32 เหรียญ/บาร์เรล ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานชะงักงัน หลังจากกลุ่มฮูตีได้โจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย และความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเปิดฉากโจมตีอิหร่านหลังการเลือกตั้งกลางเทอม
นักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ โดย Microsoft และ Alphabet จะรายงานผลประกอบการหลังปิดตลาด
นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)







