
“ศุภชัย” ชี้เศรษฐกิจพอเพียงคือ Soft Power ไทยบนเวที IMF-World Bank
ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เสนอแนะ 5 ข้อ เวทีประชุม IMF–World Bank 2026 ชูเศรษฐกิจพอเพียง เป็น soft power ที่สำคัญของไทย พร้อมรักษาระบบพหุภาคี เป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็นกลาง และฮับสุขภาพ
KEY
POINTS
- ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) และอดีตเลขาธิการ UNCTAD เสนอให้ไทยใช้เวทีประชุม IMF-World Bank ปี 2026 ชู "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่สำคัญของประเทศ
- พร้อมชี้ว่าหลักเศรษฐกิจพอเพียงคือแนวทางสายกลางที่ช่วยให้ประเทศมีความระมัดระวัง ไม่สร้างหนี้สินมากเกินไป และสร้างความยืดหยุ่น (resilience) ทางเศรษฐกิจ
- ดร.ศุภชัย ยังระบุว่าแนวคิดดังกล่าวได้รับการยอมรับจากธนาคารโลก ซึ่งมองว่าเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความสามารถในการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจ
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) และอดีตเลขาธิการ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ UNCTAD เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า ในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 นี้ ถือเป็นเวทีระดับโลกที่ไทยควรแสดงจุดยืนและบทบาทของตนให้ชัดเจน ทั้งด้านระบบการเงินและการค้า การเมืองระหว่างประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์ และจุดแข็งภายในประเทศ โดยมีข้อเสนออย่างน้อย 5 ประเด็นสำคัญที่ไทยควรผลักดัน ประกอบด้วย
ข้อเสนอแรกคือการยืนยันระบบพหุภาคี ดร.ศุภชัยระบุว่าไทยและอาเซียนเป็นผู้สนับสนุนสำคัญของแนวทางนี้ และควรผลักดันให้การประชุมส่งสัญญาณออกมาอย่างชัดเจน เขาเห็นว่าไม่ว่าจะแก้ปัญหาหนี้หรือดำเนินกรอบการทำงานใด ๆ ของธนาคารโลก ก็ต้องรักษาระบบพหุภาคีไว้ให้ได้ตลอดกระบวนการ
"ไม่ว่าจะเป็นระบบการเงิน ระบบการค้าอะไรก็ตาม จะเป็นระบบที่เป็น transactional ไม่ได้ คุณจะมี bilateral อย่างเดียวไม่ได้ เราต้องการ multilateral ตรงนี้เป็นจุดที่เราต้องมาประกาศให้เห็นว่าเรายืนยัน แล้วก็พูดกันร่วมกันสนับสนุน" ดร.ศุภชัย ระบุ
ดร.ศุภชัย กล่าวว่าสัญญาณที่ดีจากเวทีนี้จะส่งต่อไปยัง WTO ได้ด้วย เพราะธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ WTO เป็นสามองค์กรที่ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยที่เขายังดำรงตำแหน่งอยู่ และการรักษาระบบพหุภาคีจึงเป็นเรื่องที่ทั้งสามองค์กรได้ประโยชน์ร่วมกัน
ข้อเสนอที่ 2 เกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์ เห็นว่าโลกมีแนวโน้มแบ่งแยกมากขึ้น ไทยและอาเซียนจึงควรมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะประเทศผู้นำที่มีความเป็นกลาง หรือ Honest broker เพราะบทบาทที่อาเซียนและไทยมีในฐานะประเทศที่มีความเป็นกลาง และมีความเป็นเอกภาพ สามารถทำได้ดี และควรเน้นว่าอาเซียนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างขั้วอำนาจต่าง ๆ ได้
"เรามีความเป็นกลาง เราเป็นระบบเปิด มีประชาธิปไตย เป็นสมาชิกที่ดีของสหประชาชาติ ขององค์การระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นเราควรจะมาเน้นบทบาทของอาเซียนว่าเราเป็น bridge ระหว่าง multipolarity ทั้งหลายได้" ดร.ศุภชัย กล่าว
ข้อเสนอที่ 3 คือการชูบทบาทของไทยในฐานะสมาชิกภาคพื้นทวีปของอาเซียน แม้กลุ่มประเทศ CLMV จะอยู่บนแผ่นดินใหญ่เช่นกัน แต่ไทยตั้งอยู่บนทวีปที่มีพลังทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองค่อนข้างสูง จึงมีความสำคัญในการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจของจีน เอเชียกลาง และอินเดีย
ทั้งนี้เห็นว่ากรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) เป็นกลไกสำคัญ เพราะทำให้การค้าที่ตกลงกันที่ใดก็ตามสามารถดำเนินการผ่านระบบชายแดนที่ต่อเนื่องรอบประเทศไทยได้ ไทยจึงควรเน้นความเป็นฮับในบทบาทนี้ให้เห็นชัดในที่ประชุมระดับโลก และอย่าลืมความสำคัญของ GMS ในวันนี้
ข้อเสนอที่ 4 คือการเชิดชูหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) ซึ่งโลกยังเข้าใจไม่ชัดเจน และไม่ควรพูดเพียงว่าเป็น Sufficiency Economy แต่ต้องอธิบายว่าเป็นหลักทางสายกลางที่ช่วยให้ระมัดระวัง ไม่โหมไปทางใดทางหนึ่งจนเกินไป ซึ่งหลักนี้เป็น soft power ที่สำคัญของไทย
"ความเป็นกลางของเรา สายกลางของเรา ทำให้เราไม่มีหนี้สินมาก ทำให้เราไม่ต้องขยายตัวเร็วจนเกิดเงินเฟ้อมาก เรามีเงินสำรองเยอะ ในที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้สอนให้เราระมัดระวังตัว แล้วเราจะเป็น sufficient ทำให้เรามีความยืดหยุ่น หรือ resilience ด้วย" ดร.ศุภชัย กล่าว
ดร.ศุภชัย กล่าวว่า ปัจจุบันคำว่า resilience หรือความสามารถในการรับมือแรงกระแทก เป็นคำที่ปรากฏในชื่อรายงานของธนาคารโลก และธนาคารโลกก็พยายามบอกมาตลอดว่าส่วนสำคัญของเรื่องดังกล่าวคือเศรษฐกิจพอเพียงของไทย นอกจากนี้ไทยยังมีกฎระเบียบกำกับวินัยการคลัง ทั้งเพดานการขาดดุลงบประมาณต่อปีเมื่อเทียบกับ GDP และเพดานการกู้ยืมหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนในแบงก์ชาติและกระทรวงการคลังร่วมกันสร้างมา
ส่วนข้อเสนอที่ 5 คือการสนับสนุนศูนย์กลางสุขภาพ (Health Care Hub) ของไทย โดยมองว่าเป็นอนาคตและไทยเดินมาได้ดีมาก หากทุกฝ่ายช่วยส่งเสริม จุดเด่นอยู่ที่โรงพยาบาล เทคโนโลยีและวิธีการรักษาที่ทันสมัย รวมถึงความสำเร็จในการต่อสู้กับโรคไม่ติดต่อและโรคระบาด ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะนำเสนอแก่ผู้ที่เดินทางเข้ามาประชุมในประเทศไทย
สำหรับปัจจุบันไทยอยู่ในระดับสูงจากการจัดอันดับด้านประสิทธิภาพสาธารณสุขของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา โดยติด 1 ใน 5 ของโลก และยกตัวอย่างว่าตนเองมีประกันสุขภาพกับสหประชาชาติ ซึ่งยอมให้ใช้กับโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ของไทยได้หลายแห่ง ถือเป็นการยอมรับในระดับโลก โดยนอกจากอาหารแล้ว สุขภาพจะเป็นหลักที่ทำให้ประเทศมั่นคง เพราะหากเกิดสงครามหรือวิกฤตที่ใดในโลก ไทยจะอยู่รอดได้ด้วยสองเรื่องนี้
"ทั้งหมดนี้เป็นความเชื่อส่วนตัวว่าสามารถดำเนินการได้และเข้าใจว่ารัฐบาลตระหนักในหลายเรื่องอยู่แล้ว ส่วนเรื่องการลงทุนและประเด็นอื่นเป็นงานที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ตามปกติ" ดร.ศุภชัย กล่าวทิ้งท้าย







