
1.5 หมื่น CEO โลกบุกไทย เงินสะพัด 9 พันล้าน ประชุม IMF-World Bank 2026
ไทยเปิดบ้านเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank 2026 วันที่ 12-18 ต.ค. 69 ณ ศูนย์สิริกิติ์ ต้อนรับผู้นำการเงินโลกกว่า 1.5 หมื่นคนจาก 191 ประเทศ คาดเงินสะพัด 8,000-9,000 ล้านบาท ชูจุดแข็ง “ผู้เชื่อมโลก-Safe Haven” ดึงทุนย้ายฐานเข้าไทย
KEY
POINTS
- ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF-World Bank ในปี 2569 โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน และสร้างเม็ดเงินสะพัดในประเทศราว 8,000-9,000 ล้านบาท
- การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของไทยในฐานะ "ผู้เชื่อมโลก" และฐานการลงทุนที่ปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
- ประเด็นสำคัญในการประชุมจะครอบคลุม 3 ธีมหลัก ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การรับมือวิกฤตและความยืดหยุ่น และการระดมทุนภาคเอกชน
ประเทศไทยเตรียมเปิดบ้านต้อนรับผู้นำการเงินและการคลังจากทั่วโลกครั้งใหญ่ ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ
โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมแล้วมากกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศทั่วโลก พร้อมประเมินว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ประเทศราว 8,000-9,000 ล้านบาท ตอกย้ำบทบาทไทยในฐานะ “ผู้เชื่อมโลก” และฐานการลงทุนที่ปลอดภัยในภูมิภาค
การประชุมเปิดฉากเต็มรูปแบบระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม โดยมีกิจกรรมเปิดตัวตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ภายใต้เวทีเรือธงที่กระทรวงการคลังไทยเป็นเจ้าภาพในหัวข้อ “Building Resilience in a Fragmented World” และสัมมนาพิเศษ “Bangkok 1991-2026” ที่เชื่อมโยงเส้นทางเศรษฐกิจไทยจากครั้งก่อนมาถึงปัจจุบัน
ไฮไลต์ตลอดสัปดาห์ ตลาดการเงินจับตา
ตลอดสัปดาห์ของการประชุมเต็มไปด้วยวาระที่ตลาดการเงินทั่วโลกให้ความสนใจ เริ่มจากวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่ง IMF จะแถลงรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) และรายงานเสถียรภาพการเงินโลก (Global Financial Stability Report) ต่อด้วยเวทีอาเซียนและการเปิดตัวแนวคิด “Bangkok Blueprint” ด้านระบบการเงินเท่าทันการฉ้อโกงในวันที่ 14 ตุลาคม
ก่อนถึงไฮไลต์ใหญ่ในวันที่ 16 ตุลาคม ทั้งพิธีเปิดการประชุมใหญ่ และเวที Fireside Chat ระหว่างกรรมการจัดการ IMF กับนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในเวทีที่ทั่วโลกให้ความสนใจสูงสุด ขณะที่การประชุมจะปิดฉากในวันที่ 17-18 ตุลาคม ด้วยวัน IDA Day และพิธีลงนามส่งมอบการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี 2029
ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้มี 3 ธีมสำคัญ ได้แก่ 1. ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตั้งแต่การจ้างงาน การศึกษา ภาษี ไปจนถึงความเสี่ยงไซเบอร์ 2. ความยืดหยุ่นและการรับมือวิกฤต (Resilience) ท่ามกลางโลกแบ่งขั้ว และ 3. การระดมทุนภาคเอกชนเพื่อโครงสร้างพื้นฐานและการสร้างงาน
คลังชูจุดแข็ง ดึงทุนต่างชาติ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 โดยปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมแล้วมากกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยต่อประชาคมโลก
โดยไทยจะชูจุดแข็งด้านความปลอดภัย ความมั่นคง และความสามารถในการสร้างความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนกับทุกฝ่าย ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มแบ่งขั้ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศอย่างต่อเนื่อง
นายเอกนิติ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จะสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากการเดินทาง ที่พัก และการท่องเที่ยวของผู้เข้าร่วมประชุม รวมถึงโอกาสที่ผู้มาเยือนจะกลับมาท่องเที่ยวประเทศไทยซ้ำในอนาคต ขณะที่ระยะยาวจะช่วยเพิ่มโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุน สร้างงาน ขยายโอกาสทางธุรกิจ และส่งเสริมการย้ายฐานการลงทุนมายังประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการเปิดรับกระแสเงินลงทุนที่กำลังเคลื่อนย้ายไปยังประเทศต่าง ๆ แต่ต้องออกแบบนโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกเพื่อดึงดูดและรักษาการลงทุนให้อยู่ในประเทศอย่างยั่งยืน รวมถึงกำหนดเงื่อนไขให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ผลประโยชน์จากการลงทุนกระจายไปสู่ประชาชนและผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง
ชู 2 มิติ ดันไทยเป็น “ผู้เชื่อมโลก”
สำหรับแนวทางที่ประเทศไทยจะนำเสนอต่อประชาคมโลกในฐานะเจ้าภาพ ประกอบด้วย 2 มิติหลัก มิติแรกคือบทบาทผู้เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก โดยไทยต้องการแสดงบทบาทเป็น “ผู้เชื่อมโลก” ดึงทุกฝ่ายกลับมาอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน ท่ามกลางความขัดแย้งและสงครามระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศให้เติบโตต่อเนื่อง
มิติที่สองคือการพัฒนาศักยภาพรับมือวิกฤต มุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันและรับมือกับวิกฤตต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นความท้าทายที่หลายประเทศต้องเตรียมพร้อมร่วมกัน
นอกจากนี้ การประชุมยังเป็นโอกาสในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากภูมิภาคต่างๆ ของไทยต่อผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก เพื่อขยายช่องทางการตลาด ยกระดับสินค้าไทยสู่สากล และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากนานาประเทศ
เอกชนประเมินเงินสะพัด 8,000-9,000 ล้าน
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 จะรวบรวมผู้บริหารจากทั่วโลกเข้าร่วมกว่า 15,000 คน ถือเป็นอีกหนึ่งจังหวะสำคัญที่ต่อเนื่องจากงาน Bangkok Business Summit 2026 เพื่อนำเสนอศักยภาพและทิศทางใหม่ของไทยสู่เวทีโลก สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยเชื่อมโยงกับตลาดและเครือข่ายระดับโลก
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ประเทศประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท เนื่องจากผู้เข้าร่วมจำนวนมากจะเดินทางมาถึงก่อนการประชุมและเดินทางกลับหลังการประชุม โดยที่ผ่านมาไทยได้จัดงาน Bangkok Business Summit เพื่อแสดงความพร้อมและศักยภาพของประเทศ ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุน (Safe Haven) พร้อมชูแนวคิดการสร้างความยืดหยุ่นและการฟื้นตัว (Resilience)
โดย ดร.พจน์ ระบุว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการส่งสัญญาณไปยังนักลงทุนทั่วโลกว่าไทยมีความมั่นคง น่าเชื่อถือ และพร้อมในทุกมิติ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือหากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมหรือปัญหาด้านการเดินทางในช่วงดังกล่าว และภาครัฐไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตานักลงทุนและผู้บริหารระดับโลกโดยตรง
กรุงไทยชี้ “โอกาสประวัติศาสตร์” ดึงพันธมิตรโลก
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า การประชุม World Bank และ IMF ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพถือเป็นโอกาสสำคัญและเป็นครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศ เนื่องจากไทยมีโอกาสต้อนรับผู้นำทางเศรษฐกิจจากทั่วโลก ซึ่งจะเปิดพื้นที่ให้ประเทศไทยสามารถนำเสนอเรื่องราว จุดแข็ง และความสำคัญของประเทศต่อเวทีโลก โดยเฉพาะการแสดงให้เห็นว่าไทยสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงของพลวัตโลก ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการเคลื่อนย้ายของประชากร
นายผยง กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ยังเป็นโอกาสให้ไทยได้เรียนรู้จากผู้นำทางเศรษฐกิจทั่วโลก ทั้งด้านการคลัง การเงิน และการธนาคาร เพื่อทำความเข้าใจว่าผู้นำเศรษฐกิจโลกกำลังมองทิศทาของโลกในศตวรรษข้างหน้าอย่างไร และแต่ละประเทศกำลังปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ซึ่งความรู้และมุมมองที่ได้รับควรถูกส่งต่อไปยังภาคธุรกิจไทยในทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชน เพื่อให้สามารถเข้าใจและเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้อย่างเหมาะสม
“เป็นโอกาสที่เราไม่ต้องวิ่งรอบทั่วโลก ประเทศนั้นประเทศนี้ แต่เขามาหาเราถึงที่ ซึ่งถือเป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์และดึงความสนใจจากพันธมิตรทั่วโลกเข้ามายังประเทศไทย” นายผยงกล่าว
ส.อ.ท. ชู 5 จุดแข็ง “Thailand is Ready”
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของไทยสู่สายตาโลก เนื่องจากจะมีผู้บริหารระดับสูงจากหลายประเทศ โดยเฉพาะด้านการเงิน การธนาคาร และการตลาด เข้าร่วมงาน ซึ่งจะได้เห็นถึงความพร้อมและความน่าลงทุนของประเทศไทยจากพื้นที่จริง
โดยไทยมีจุดแข็งที่สามารถนำเสนอเป็น Showcase ได้ 5 ด้าน ได้แก่ ทำเลยุทธศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียน ระบบโลจิสติกส์ที่มีความพร้อม โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสีเขียวที่ชัดเจนผ่านแผน PDP 2026 ระบบสถาบันการเงินและตลาดทุนที่ทันสมัยและมีเสถียรภาพ รวมถึงความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นแต้มต่อสำคัญท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง โดย ส.อ.ท. ในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะเข้าร่วมงานภายใต้สโลแกน “Thailand is Ready” ครอบคลุมทั้งภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม
อิเล็กทรอนิกส์มองบวก เพิ่มเชื่อมั่นบริษัทแม่
ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ให้ความเห็นว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีอย่างยิ่ง เพราะการจัดประชุมระดับโลกในประเทศไทยจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับบริษัทแม่ของธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ที่มีฐานการผลิตในไทย รวมถึงลูกค้าต่างชาติ อีกทั้งยังช่วยยกระดับมาตรฐานประเทศ ทั้งในด้านความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และการเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
การที่ไทยได้รับเลือกเป็นสถานที่จัดการประชุมระดับโลก สะท้อนว่าต้องผ่านการพิจารณาหลายด้าน ทั้งมาตรการและความเสี่ยง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อภาพรวมประเทศ และยืนยันจุดยืนความเป็นกลางของไทยในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SME อาจได้รับประโยชน์ในอีกมิติหนึ่งหากได้รับโอกาสที่เหมาะสม แต่ต้องรอให้ผลจากการประชุมออกมาเป็นรูปธรรมก่อนจึงจะประเมินได้ชัดเจน
ด้านภาคอสังหาริมทรัพย์ ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การประชุม IMF และ World Bank ครั้งนี้มีการเปรียบเทียบว่าเป็นเสมือน “โอลิมปิกภาคเศรษฐกิจและการเงิน” ซึ่งการเป็นเจ้าภาพมีความคล้ายคลึงกัน
เพราะนอกจากเนื้อหาและการจัดงานแล้ว ยังมีองค์ประกอบเรื่องสถานที่และการให้บริการที่ละเลยไม่ได้ โดยมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่คนไทยจะได้ร่วมกันต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน และแสดงเสน่ห์ด้านการบริการ การยิ้ม และการต้อนรับ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้คนต้องมาสัมผัสด้วยตัวเองจึงจะเข้าใจ
ขณะที่ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ระบุว่า ไทยควรใช้โอกาสจากเวทีดังกล่าวเป็น “สปริงบอร์ด” เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของประเทศ และต่อยอดไปสู่การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การดึงดูดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ไทยจำเป็นต้องมีนโยบายที่ชัดเจน เพื่อกำหนดทิศทางว่าเงินลงทุนที่เข้ามาจะสร้างประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้างอย่างไร โดยเฉพาะการกระจายโอกาสไปยังธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รวมถึงเศรษฐกิจฐานราก เพื่อลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำ







