
บอนด์ยีลด์โลกชี้ทิศทางเงินทุน กูรูเตือน SET รับแรงกดดันเงินเฟ้อ–น้ำท่วม
บอนด์ยีลด์โลก–เงินเฟ้อไทยเพิ่มแรงกดดัน SET หลังต่างชาติขายสุทธิ 2.68 หมื่นล้านบาทสูงสุดของปี เอเซีย พลัสแนะจับตาน้ำท่วม พร้อมชู CPALL–THAI–BH รับมือผันผวน
KEY
POINTS
- ทิศทางบอนด์ยีลด์โลกที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางเงินทุน ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของปี กดดันดัชนี SET
- อัตราเงินเฟ้อของไทยที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น อาจทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องพิจารณาทิศทางดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันต่อตลาดหุ้น
- ความเสี่ยงจากสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศถูกประเมินว่าจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ และอาจทำให้การเติบโตของ GDP ในช่วงครึ่งปีหลังชะลอตัวลง
ทิศทางบอนด์ยีลด์และอัตราเงินเฟ้อกำลังเป็นโจทย์สำคัญของตลาดหุ้นไทย ขณะที่แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติเร่งตัวแตะระดับสูงสุดของปี และน้ำท่วมเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง บล.เอเซีย พลัสแนะลงทุนอย่างระมัดระวัง เน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว พร้อมชู CPALL, THAI และ BH เป็นหุ้นเด่น
บอนด์ยีลด์โลกชี้ทิศทางเงินทุน
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า ตลาดการเงินโลกยังต้องติดตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นในหลายประเทศ และอาจมีผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างตลาด
โดยส่วนต่างบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปีระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนีขยายกว้างแตะ 140 จุดพื้นฐาน (bps) สะท้อนความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ขณะที่ความผันผวนของราคาพลังงานและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปปรับขึ้นราว 0.5 - 1.2% หลังตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด โดยการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 29,000 ตำแหน่ง เทียบกับตลาดคาด 90,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราว่างงานเพิ่มเป็น 4.2% สูงกว่าคาดที่ 4.1%
ด้วยสัญญาณตลาดแรงงานชะลอลงช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ และทำให้ตลาดเพิ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม โดยความน่าจะเป็นตาม FedWatch Tool เพิ่มเป็น 78% จากเดิม 38%
อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง แม้กลุ่ม G7 เตรียมระบายน้ำมันดิบและดีเซลสำรองสูงสุด 100 ล้านบาร์เรลภายใน 4 เดือน ส่วนคืนนี้ตลาดจับตาดัชนี PMI ภาคบริการสหรัฐฯ ซึ่งคาดไว้ที่ 55.1
เงินเฟ้อไทยเพิ่มโจทย์นโยบายดอกเบี้ย
สำหรับประเทศไทย เงินเฟ้อเดือนกันยายน 2569 มีแนวโน้มเร่งขึ้นสู่ 3.0% จาก 2.5% ในเดือนก่อน หากเงินเฟ้อยืนอยู่บริเวณกรอบบนของเป้าหมายนานเกินไป อาจทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องกลับมาพิจารณาทิศทางดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า
ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 1.00% หลัง กนง. ปรับลดลง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านและภาระหนี้สาธารณะสูง ทิศทางดอกเบี้ยของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศจึงเป็นอีกปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตาม ควบคู่กับบอนด์ยีลด์โลกและกระแสเงินทุน
ต่างชาติขายสุทธิสูงสุดของปี สถิติชี้แรงกดดันต่อ SET
ปัจจัยกดดันตลาดหุ้นไทยไม่ได้มีเพียงทิศทางดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 26,800 ล้านบาท นับเป็นยอดขายสุทธิรายสัปดาห์สูงที่สุดของปี 2569 และสูงที่สุดในรอบ 39 สัปดาห์
ข้อมูลย้อนหลังที่ฝ่ายวิจัยยกมาระบุว่า ในปีนี้มี 9 สัปดาห์ที่ต่างชาติขายสุทธิเกิน 5,000 ล้านบาท และดัชนี SET ปรับตัวลงทั้ง 9 ครั้ง ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนการซื้อขายมากกว่า 60% ของมูลค่าซื้อขายต่อวัน ทิศทางเงินทุนต่างชาติจึงมีน้ำหนักต่อการเคลื่อนไหวของตลาด โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์โลกยังเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางเงินลงทุน
ด้านภัยน้ำท่วมฉับพลันในช่วงวันที่ 4 - 7 ตุลาคม มีความเสี่ยงกระทบพื้นที่ไทยตอนบน หากเกิดน้ำท่วมขังราว 1 สัปดาห์ ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจเบื้องต้น 5,000 - 10,000 ล้านบาท และอาจทำให้ GDP ไตรมาส 3/2569 ชะลอลงเหลือ 2.1 - 2.3% พร้อมส่งผลต่อเนื่องถึงไตรมาส 4
คัดหุ้นรับมือความผันผวน ชู CPALL–THAI–BH
ภายใต้แรงกดดันจากเงินทุนไหลออก ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและน้ำท่วม บล.เอเซีย พลัสแนะนำให้นักลงทุนเน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว โดยแบ่งผลกระทบรายอุตสาหกรรมจากสถานการณ์น้ำท่วม ดังนี้
- กลุ่มได้ประโยชน์ : วัสดุก่อสร้าง จากความต้องการซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างและโครงสร้างพื้นฐานหลังน้ำลด
- กลุ่มที่ยังมีแรงหนุน : ค้าปลีก โรงพยาบาล และอาหาร จากความต้องการสินค้าและบริการจำเป็น
- กลุ่มเฝ้าระวัง : อิเล็กทรอนิกส์ โรงไฟฟ้า รับเหมาก่อสร้าง เกษตร และธนาคารพาณิชย์
- กลุ่มเสี่ยงได้รับผลกระทบ : ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และเช่าซื้อ จากข้อจำกัดการเดินทางและกำลังซื้อที่อาจชะลอลง
เปิดโผ 3 หุ้นเด่น
- CPALL ซึ่งมีธุรกิจค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และมีโอกาสทำหน้าที่เป็นหุ้นหลบภัยในช่วงตลาดผันผวน
- THAI ซึ่งเป็นหุ้นฟื้นตัวตามการเดินทางและจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศ โดยต้องติดตามความผันผวนของต้นทุนน้ำมัน
- BH ที่มีคุณภาพกำไรโดดเด่น รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติแข็งแกร่ง และได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์
ในภาวะที่บอนด์ยีลด์ เงินเฟ้อ และกระแสเงินทุนต่างชาติยังเปลี่ยนทิศได้เร็ว กลยุทธ์จึงควรให้น้ำหนักกับความแข็งแกร่งของผลประกอบการและปัจจัยเฉพาะบริษัท พร้อมติดตามความเสี่ยงจากน้ำท่วมและสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด







