thansettakij
thansettakij
SET สัปดาห์นี้เสี่ยงผันผวน กูรูชี้หุ้นซ่อมแซมหลังน้ำท่วมเด่น

SET สัปดาห์นี้เสี่ยงผันผวน กูรูชี้หุ้นซ่อมแซมหลังน้ำท่วมเด่น

28 ก.ย. 69 | 05:03 น.
อัปเดตล่าสุด :28 ก.ย. 69 | 05:05 น.

โบรกคาด SET Index สัปดาห์นี้แกว่งในกรอบ 1,600-1,630 จุด กังวลตะวันออกกลางดันน้ำมัน-บอนด์ยีลด์สูง พร้อมชู GLOBAL, DOHOME, HMPRO รับกระแสซ่อมแซมหลังน้ำท่วม

KEY

POINTS

  • ตลาดหุ้นไทย (SET) สัปดาห์นี้คาดว่าจะมีความผันผวนสูง จากปัจจัยกดดันเรื่องความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะปรับขึ้นดอกเบี้ย
  • ปัจจัยลบในประเทศที่สำคัญคือสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งการผลิตและการขนส่ง
  • นักวิเคราะห์แนะนำกลยุทธ์ลงทุนในหุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการซ่อมแซมหลังน้ำท่วม เช่น GLOBAL, DOHOME, HMPRO และ TASCO

บล.โกลเบล็ก ประเมินทิศทาง ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ เผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ความกังวล FED ปรับขึ้นดอกเบี้ย และสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมแนะนักลงทุนเกาะติดปัจจัยการเมืองและการประชุมสำคัญ แนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้นได้อานิสงส์จากการซ่อมแซมหลังน้ำท่วม

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดมุมมองต่อภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในสัปดาห์นี้ (28 ก.ย.- 2 ต.ค.) ว่า ยังคงแกว่งตัวผันผวนจากแรงกดดันสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) ที่อยู่ในระดับสูงบั่นทอนความน่า สนใจในการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง

ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศต้องติดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการใช้บาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้งในวันที่ 28 ก.ย. นี้ จึงประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีไว้ที่ 1,600-1,630 จุด

ปัจจัยลบที่เข้ามากดดันตลาดในสัปดาห์นี้

ส่วนปัจจัยลบที่เข้ามากดดันตลาดในสัปดาห์นี้ โดยหลักมาจากการปรับตัวลดลงของดัชนีดาวโจนส์ 161.61 จุด หรือ -0.31% จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น และสร้างความกังวล เรื่องภาวะเงินเฟ้อ

โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 2.45 ดอลลาร์ หรือ 2.7% ปิดที่ 94.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังกลุ่มฮูตีซึ่งอิหร่านหนุนหลังได้ยิงขีปนาวุธโจมตีซาอุดีอาระเบีย จนเกิดความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันชะงักงัน และ FedWatch Tool ของ CME Group ยังระบุว่านักลงทุนให้น้ำหนักสูงถึง 69% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนตุลาคมนี้จากเดิม 55.4% ในสัปดาห์ก่อนหน้า

ส่วนปัจจัยลบภายในประเทศมาจากสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑลในหลายพื้นที่หลังฝนตกต่อเนื่องหลายวัน  แต่ส่วนใหญ่เตรียมรับมือไม่ทันทำให้เกิดความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งการผลิตและการขนส่ง

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยังมีปัจจัยบวกช่วยพยุง โดยวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติคัดค้านญัตติ War Powers Resolution เพื่อถอนกำลังทหารออกจากการสู้รบกับอิหร่าน และมิตรภาพระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ การเรียกร้องให้ร่วมมือกันและหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง

นอกจากนี้ สหรัฐฯ และจีนยังตกลงขยายระยะเวลาพักรบทางการค้าออกไปจนถึงวันที่ 10 มกราคม 2570 ขณะที่ในประเทศ สำนักงาน ก.ล.ต. ขานรับสภาฯ รับหลักการร่างกฎหมายตลาดทุน 4 ฉบับเพื่อยกระดับการกำกับดูแลยุคดิจิทัล

และบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์เห็นชอบยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมชิปและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติฉบับแรก วางเป้าหมายดึงดูดการลงทุนกว่า 5 แสนล้านบาทใน 5 ปี พร้อมเตรียมพิจารณาโครงการติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อป 1-1.5 ล้านครัวเรือนเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติพลังงาน

สิ่งที่ต้องจับตา

ในส่วนของปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ในประเทศประกอบด้วยการแถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศจากกระทรวงพาณิชย์ ยอดผลิตและส่งออกรถยนต์จาก ส.อ.ท. คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 28 ก.ย. และรายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินจาก ธปท. รวมถึงการแถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคจาก สศอ. และ สศค.

ส่วนปัจจัยต่างประเทศ ได้แก่ รายงานการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กำไรภาคอุตสาหกรรมเดือนส.ค.ของจีน ดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2/2569 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอียู ตัวเลข JOLTS และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ยอดค้าปลีกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ตลอดจนตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ทั้ง GDP ไตรมาส 2/2569 (Final) และดัชนี PCE เดือนส.ค.

เปิดโผหุ้นซ่อมแซมหลังน้ำท่วมเด่น

ด้านนายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวถึงมุมมองในการลงทุนว่า ทางฝ่ายแนะนำให้นักลงทุนเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการซ่อมแซมหลังน้ำท่วม ได้แก่ GLOBAL, DOHOME, HMPRO, TASCO, DCC และ DRT เป็นต้น