thansettakij
thansettakij
หุ้นไทยปิดบวก 6.41 จุด สวนแรงขายต่างชาติ 3 พันล้านบาท

"ศุภวุฒิ" จี้คลังเบรกลดภาษีดีเซลถ้วนหน้า หวั่นซ้ำเติมวินัยการคลัง

22 ก.ย. 69 | 11:17 น.
อัปเดตล่าสุด :23 ก.ย. 69 | 09:16 น.

ประธานสภาพัฒน์เตือนลดภาษีดีเซลทั่วประเทศเสี่ยงเปลืองงบ แนะช่วยเฉพาะเกษตรกรกลุ่มเปราะบางแทน หวั่นซ้ำรอย VAT ที่ลดแล้วขึ้นไม่ได้อีก 20 ปี

KEY

POINTS

  • ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ไม่เห็นด้วยกับการลดภาษีดีเซลแบบถ้วนหน้า ชี้ว่าควรช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มที่เดือดร้อนจริง เช่น เกษตรกร
  • เตือนว่าการลดภาษีจะซ้ำเติมปัญหาวินัยการคลังของประเทศ เนื่องจากรัฐบาลมีภาระขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะในระดับสูงอยู่แล้ว
  • ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เมื่อลดภาษีไปแล้วจะปรับขึ้นกลับได้ยากในทางการเมือง ซึ่งจะสร้างภาระการคลังในระยะยาว

ท่ามกลางแรงกดดันให้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลแบบถ้วนหน้าลิตรละ 5 บาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน ล่าสุด ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ออกโรงหนุนแนวทางกระทรวงการคลังที่เน้นช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่ม พร้อมเตือนว่าการลดภาษีทั่วหน้าอาจสร้างภาระการคลังระยะยาวโดยไม่คุ้มค่า

หนุนแนวทางคลัง ตรึงราคาผ่านกองทุนน้ำมัน

ดร.ศุภวุฒิ ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ว่าเห็นด้วยกับแนวทางของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ที่ไม่เลือกลดภาษีสรรพสามิตดีเซลทั่วประเทศ เพราะภาษีชนิดนี้จัดเก็บจากสินค้าที่ส่งผลกระทบวงกว้าง เช่น บุหรี่ เหล้า และน้ำมัน เมื่อไทยยังเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่เปลี่ยนแปลง จึงควรตรึงราคาผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเป็นหลัก แม้กองทุนจะแบกภาระหนี้และทำให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับลงช้ากว่าตลาดโลกก็ตาม

ชูหลัก 3Ts เน้นช่วยเกษตรกรตรงจุด

ประธานสภาพัฒน์ระบุว่า มาตรการบรรเทาผลกระทบระยะสั้นควรยึดหลัก 3Ts ได้แก่ ทันท่วงที (Timely) พุ่งเป้าหมาย (Targeted) และเป็นมาตรการชั่วคราว (Temporary) โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือเกษตรกร ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตอาหารที่มีผลต่อราคาสินค้าและเงินเฟ้อโดยรวม การช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มนี้จึงคุ้มค่าและตรงจุดกว่าการลดภาษีแบบเหวี่ยงแห ซึ่งอาจทำให้เงินภาษีไหลไปถึงกลุ่มที่ไม่จำเป็น เช่น ผู้ใช้รถดีเซลหรู

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

เตือนวินัยการคลังสั่นคลอน ลดแล้วขึ้นยาก

อีกประเด็นที่ ดร.ศุภวุฒิ ย้ำคือความเสี่ยงด้านวินัยการคลัง โดยชี้ว่าปัจจุบันรัฐบาลขาดดุลงบประมาณราว 4% ของจีดีพี และขาดดุลขั้นพื้นฐานสูงถึง 3% ขณะที่หนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 การกู้เพิ่มเพื่อชดเชยภาษีที่ลดลงจึงเสี่ยงถูกตั้งคำถามหนัก ยิ่งไปกว่านั้น ในทางการเมืองภาษีที่ลดแล้วมักปรับกลับขึ้นยาก ดังกรณี VAT ที่ตรึงไว้ที่ 7% มานานกว่า 20 ปี

บทสรุป: ต้องเจาะจง ไม่ใช่เหวี่ยงแห

ดร.ศุภวุฒิ ทิ้งท้ายว่า การดูแลราคาดีเซลต้องเจาะจงเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ไม่ใช่ใช้นโยบายเหวี่ยงแหที่อาจสร้างผลกระทบข้างเคียงตามมา ในภาวะที่รัฐบาลมีภาระงบประมาณจำนวนมากแต่ทรัพยากรมีจำกัด การจัดสรรเงินอย่างรอบคอบและตรงเป้าหมายจึงเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด