
‘ดาวโจนส์’ ปิดตลาดร่วง 405 จุด น้ำมันทะลุ 100 เหรียญ ผวาเงินเฟ้อ-เฟดขึ้นดอกเบี้ย
ดาวโจนส์ปิดตลาดลบ 405 จุด แตะ 52,380 จุด น้ำมันพุ่งทะลุ 100 เหรียญครั้งแรกในรอบ 7 สัปดาห์ เขย่าหุ้นสหรัฐอเมริกา ยีลด์ 10 ปีพุ่งสูงสุดรอบเกือบ 3 ปี ตลาดจับตา CPI
KEY
POINTS
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดร่วงลงกว่า 405 จุด จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
- ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียด
- นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ เพื่อประเมินแนวโน้มการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ (9 ก.ย.) หลังจากราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทะลุระดับ 100 เหรียญ/บาร์เรล เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ
นอกจากนี้ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรได้ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการซื้อขายเช่นกัน
ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED)
- ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 52,380.66 จุด ลดลง 405.41 จุด หรือ -0.77%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,636.36 จุด ลดลง 37.16 จุด หรือ -0.48%
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,253.34 จุด ลดลง 168.07 จุด หรือ -0.64%
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งขึ้นทะลุระดับ 100 เหรียญ/บาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.ค. เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางได้กลับมาปะทุอีกครั้ง
หลังจากสหรัฐฯ ได้ทำลายเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านพยายามโจมตีเรือรบของสหรัฐฯ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะทำให้สงครามยืดเยื้อและลุกลามเป็นวงกว้าง โดยขณะนี้สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ได้ล่วงเข้าสู่เดือนที่ 7 แล้ว
น้ำมันขึ้นกระทบเงินเฟ้อ
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันส่งผลให้ตลาดวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ และผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้นด้วย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2566
แม้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 – 20 ปี มูลค่า 6 พันล้านดอลลาร์ก็ตาม โดยการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นและลดความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
การซื้อคืนพันธบัตรในครั้งนี้มีวงเงินมากกว่าการซื้อคืนตามปกติถึง 3 เท่า และแม้ว่ากระทรวงการคลังระบุว่าวัตถุประสงค์ของการดำเนินการดังกล่าวคือการเพิ่มสภาพคล่องในตลาดพันธบัตร แต่ตลาดมองว่ามาตรการดังกล่าวเป็นเพียงความพยายามที่จะจำกัดการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร
หุ้น 10 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมร่วงลง 1.5% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยลดลง 1.4% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้น 1.1% ตามทิศทางราคาน้ำมัน
หุ้น Apple ปิดตลาดลดลง 0.3% หลังจากบริษัทจัดงานอีเวนต์เปิดตัวสมาร์ตโฟนจอพับรุ่นแรกของบริษัท ภายใต้การนำของจอห์น เทอร์นัส ซีอีโอคนใหม่
หุ้น Alphabet ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google ร่วงลง 2.3% หลังจากบริษัทประกาศว่าจะลงทุนอย่างน้อย 1.51 หมื่นล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในประเทศฟินแลนด์ตลอดช่วง 2 ปีข้างหน้า ซึ่งรวมถึงข้อตกลงการจัดหาพลังงานนิวเคลียร์
หุ้น Meta พุ่งกว่า 6%
หุ้น Meta พุ่งขึ้นกว่า 6% และช่วยลดช่วงลบของดัชนี S&P500 หลังจากบริษัทประกาศเปิดตัวผู้ช่วย AI ที่ชื่อ Muse ซึ่งสามารถส่งอีเมล ประกาศขายรถยนต์ และจองตั๋วเดินทางแทนผู้ใช้ได้เองโดยอัตโนมัติ
ส่วนดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟียปรับตัวขึ้น 0.37% โดยได้แรงหนุนจากหุ้น Advanced Micro Devices (AMD) ที่พุ่งขึ้น 3%
นักลงทุนจับตาข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ มีกำหนดเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในวันนี้ (10 ก.ย.) และดัชนีผู้บริโภค (CPI) ในวันศุกร์ (11 ก.ย.)
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี CPI จะปรับตัวขึ้น 3.4% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.4% เช่นกันในเดือนก.ค. และคาดว่าดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะปรับตัวขึ้น 2.4% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่เพิ่มขึ้น 2.5% ในเดือนก.ค.
เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 60% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 15-16 ก.ย.นี้







