
S&P 500 บวกเกือบ 10% ท่ามกลางความเสี่ยง เปิดปัจจัยที่ตลาดจับตา
ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ของสหรัฐยังซื้อขายใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้เผชิญแรงกดดันจากสงคราม เงินเฟ้อ ความกังวลเรื่อง AI นักลงทุนจับตาผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ทิศทางดอกเบี้ยของ Fed
KEY
POINTS
- ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นเกือบ 10% ในปีนี้ และทำสถิติสูงสุดใหม่ (Record High) แล้ว 24 ครั้ง แม้ต้องเผชิญความเสี่ยงจากสงคราม เงินเฟ้อ และความกังวลเรื่อง AI
- แม้ตลาดจะอ่อนตัวลงในเดือนมิถุนายนจากความกังวลเรื่องหุ้นกลุ่ม AI ที่ร้อนแรงเกินไป แต่ภาพรวมรายไตรมาสยังคงแข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี โดยมีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป็นแรงหนุนสำคัญ
- ปัจจัยที่นักลงทุนจับตาในอนาคตคือทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ผลประกอบการบริษัท และความสามารถในการสร้างกำไรจากการลงทุนด้าน AI ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะฟองสบู่
ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นเกือบ 10% ในปีนี้ แม้ต้องเผชิญสงคราม เงินเฟ้อ และความกังวลเกี่ยวกับ AI โดยช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ตลาดการเงินผันผวนอย่างหนัก ทั้งการหยุดชะงักของอุตสาหกรรมน้ำมัน การกลับมาของแรงกดดันเงินเฟ้อ และความกังวลเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ถึงอย่างนั้น หุ้นสหรัฐยังคงซื้อขายใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
สำนักข่าว CNN รายงานว่า ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้นประมาณ 15% และ 21% ตามลำดับ นับตั้งแต่สิ้นเดือนมีนาคม โดยฟื้นตัวจากแรงขายที่เกี่ยวข้องกับสงครามอิหร่าน จนทำผลงานรายไตรมาสดีที่สุดในรอบ 6 ปี
แม้ว่าจะมีการปรับฐานเล็กน้อยในเดือนมิถุนายน แต่โดยรวมแล้วในปีนี้ ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ยังปรับตัวขึ้น 9.55% และ 12.79% ตามลำดับ ด้าน เจพีมอร์แกน (J.P. Morgan) ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี S&P 500 ณ สิ้นปี 2569 เป็น 7,800 จุด จากเดิม 7,600 จุด
ดัชนี S&P 500 ทำสถิติสูงสุดใหม่ (Record High) แล้ว 24 ครั้งในปีนี้ และอยู่ห่างจากการทำสถิติใหม่อีกเพียงประมาณ 1.5% ส่วน Nasdaq ทำสถิติสูงสุดใหม่ 20 ครั้ง และอยู่ห่างจากการทำสถิติใหม่อีกประมาณ 3.3%
เดือนมิถุนายนอ่อนตัว แต่ภาพรวมไตรมาสยังแข็งแกร่ง
ดัชนี S&P 500 ยุติการปรับขึ้นต่อเนื่อง 2 เดือนในเดือนมิถุนายน โดยลดลงประมาณ 1% หลังนักลงทุนกังวลว่าการปรับขึ้นของหุ้น AI ก่อนหน้านี้อาจร้อนแรงเกินไป ขณะที่ Nasdaq ซึ่งมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีสูง ลดลง 2.8% ในเดือนมิถุนายน
นักลงทุนต้องการเห็นเป็นพิเศษว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จะสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกระแส AI ได้อย่างไร โดยหุ้น Microsoft (MSFT) ร่วงลง 17% ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการปรับตัวรายเดือนที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000 ซึ่งเป็นปีที่ฟองสบู่ดอตคอมแตก ส่วนหุ้น Oracle (ORCL) ลดลง 35% ถือเป็นเดือนที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1990
แม้ตลาดจะอ่อนตัวในเดือนมิถุนายน แต่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ยังทำผลงานรายไตรมาสดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และหน่วยความจำ แม้ว่าความผันผวนของตลาดจะเพิ่มขึ้นก็ตาม
ข้อมูลจาก FactSet ซึ่งมีข้อมูลย้อนหลังถึงปี 1994 ระบุว่า ดัชนีที่ติดตามหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์พุ่งขึ้นเกือบ 88% นับตั้งแต่เดือนมีนาคม ถือเป็นผลตอบแทนรายไตรมาสที่ดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยดัชนีดังกล่าวเริ่มจัดทำในเดือนธันวาคม 1993
ขณะเดียวกัน ดัชนี Dow Jones ปรับตัวขึ้น 2.5% ในเดือนมิถุนายน หลังนักลงทุนโยกเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยีไปยังหุ้นกลุ่มการเงิน สาธารณสุข และอุตสาหกรรม ซึ่งมีน้ำหนักในดัชนี Dow มากกว่า โดย Dow ปรับขึ้นเกือบ 13% นับตั้งแต่เดือนมีนาคม ถือเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022
โดยรวมแล้ว ดัชนี Dow เพิ่มขึ้น 8.85% ในปีนี้ และซื้อขายที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ดัชนีหุ้นบลูชิพดังกล่าวทำสถิติสูงสุดใหม่แล้ว 19 ครั้งในปีนี้ โดย 7 ครั้งเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน
หุ้นสหรัฐจะไปต่ออย่างไร
ช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้นเพียง 5.5% และยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากแรงกระแทกของมาตรการภาษีนำเข้าในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ก่อนที่ทั้งปีจะปิดด้วยการปรับตัวขึ้น 16%
ในปี 2024 และ 2023 ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 23% และ 24% ตามลำดับตลอดทั้งปี นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรียังคงมีมุมมองเชิงบวก โดย Barclays ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายสิ้นปีของดัชนี S&P 500 ในเดือนมิถุนายนเป็น 7,800 จุด ซึ่งสะท้อนโอกาสปรับขึ้นอีกประมาณ 4% ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคงเฝ้าระวังความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับฟองสบู่ AI
วอลล์สตรีทเริ่มลงโทษบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่ใช้จ่ายด้าน AI โดยยังไม่สามารถสร้างกำไรที่รองรับการลงทุนดังกล่าวได้มากขึ้น ขณะที่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาสถัดไปจะช่วยให้เห็นแผนการลงทุนของบริษัทต่าง ๆ ชัดเจนยิ่งขึ้น
ขณะนี้นักลงทุนเริ่มให้น้ำหนักกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน มากกว่าข่าวสงครามกับอิหร่าน
นักลงทุนบางส่วนยังคงระมัดระวังต่อโอกาสที่ตลาดจะปรับฐาน หลังจากปรับขึ้นอย่างแข็งแกร่งในไตรมาสที่ผ่านมา เดวิด เลาต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Kerux Financial กล่าวว่า ยังคงเตรียมพร้อมรับความเป็นไปได้ที่ตลาดหุ้นจะปรับลดลง 10-20% และกำลังติดตามสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด โดยเลือกถือครองหุ้นกลุ่มนี้ในสัดส่วนที่ต่ำกว่าหุ้นกลุ่มอื่น
เราเชื่อว่าความผันผวนของตลาดที่เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนจนถึงขณะนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง
อย่างไรก็ตาม หลุยส์ นาเวลเลียร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทบริหารการลงทุน Navellier & Associates มองว่าการปรับฐานของตลาดหุ้นทุกครั้งเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ และคาดว่ากระแส AI จะยังคงเติบโตต่อไปอย่างน้อยอีก 3 ปี
โฮเซ ราสโก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนประจำภูมิภาคอเมริกาของ HSBC Private Bank ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ความผันผวนอาจยังคงดำเนินต่อไป แต่ยังคงมีมุมมองเชิงบวก เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานด้านผลประกอบการของภาคธุรกิจยังแข็งแกร่ง
กระแสข่าวเกี่ยวกับ AI ย่อมมีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะความเชื่อมั่นของตลาดทั่วโลกในขณะนี้เชื่อมโยงกับปัจจัยเดียวนี้อย่างมาก






