thansettakij
thansettakij
สแกนหุ้นพลังงานปี 69 "ดั้งเดิม-ทดแทน" ผลตอบแทนเด่น รับแรงหนุนราคาน้ำมัน-Data Center

สแกนหุ้นพลังงานปี 69 "ดั้งเดิม-ทดแทน" ผลตอบแทนเด่น รับแรงหนุนราคาน้ำมัน-Data Center

23 มิ.ย. 69 | 08:33 น.
อัปเดตล่าสุด :23 มิ.ย. 69 | 09:59 น.

หุ้นพลังงานกลับมาเป็นหนึ่งในกลุ่มที่นักลงทุนจับตา หลังราคาหุ้นหลายบริษัทปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งตั้งแต่ต้นปี 2569 ส่งผลให้มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางแรงหนุนจากราคาน้ำมันโลกและการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ผลักดันความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศ

KEY

POINTS

  • หุ้นกลุ่มพลังงานทั้งแบบดั้งเดิมและพลังงานทดแทนส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
  • หุ้นพลังงานดั้งเดิม เช่น กลุ่ม ปตท. ได้รับแรงหนุนโดยตรงจากทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก
  • หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าและพลังงานทดแทนเติบโตจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล (Data Center)

หุ้นกลุ่มพลังงานยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่นักลงทุนติดตามอย่างใกล้ชิดในปี 2569 ทั้งในฐานะหุ้นขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทย และในฐานะกลุ่มธุรกิจที่ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเฉพาะตัวที่แตกต่างกันระหว่างพลังงานดั้งเดิมและพลังงานทดแทน

จากการตรวจสอบข้อมูลการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นตั้งแต่วันซื้อขายแรกของปี 2569 (5 ม.ค.) จนถึงวันที่ 22 มิ.ย. 2569 พบว่า หุ้นพลังงานส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยหลายบริษัทมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนการกลับมาของเม็ดเงินลงทุนในกลุ่มพลังงาน

หุ้นพลังงานดั้งเดิมปรับขึ้นยกกลุ่ม

ในกลุ่มพลังงานดั้งเดิม หุ้นขนาดใหญ่อย่างกลุ่ม ปตท. ยังคงเป็นแกนหลักของตลาดฯ นำโดย PTT ปรับตัวจาก 31.75 บาท มาอยู่ที่ 35.75 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท หรือ 12.59% ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) เพิ่มขึ้นจาก 906,875.13 ล้านบาท เป็น 1,006,845.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 99,970.49 ล้านบาท หรือ 11.02%

PTTEP ราคาหุ้นปรับขึ้นจาก 113.00 บาท เป็น 133.50 บาท เพิ่มขึ้น 20.50 บาท หรือ 18.14% ส่งผลให้ Market Cap เพิ่มขึ้นจาก 444,638.36 ล้านบาท เป็น 531,978.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 87,339.68 ล้านบาท หรือ 19.64%

ด้าน PTTGC เป็นหุ้นที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มปิโตรเคมี โดยราคาหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 21.40 บาท เป็น 33.00 บาท เพิ่มขึ้น 11.60 บาท หรือ 54.20% ขณะที่ Market Cap เพิ่มขึ้นจาก 95,136.72 ล้านบาท เป็น 151,046.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55,909.73 ล้านบาท หรือ 58.76%

TOP ราคาปิดล่าสุดอยู่ที่ 45.00 บาท เพิ่มขึ้น 8.50 บาท เปลี่ยนแปลง 23.28% จากราคาเปิดซื้อขายวันแรกของปีนี้ที่ระดับ 36.50 บาท ส่งผลให้ Market Cap เพิ่มขึ้น จาก 83,210.37 ล้านบาท มาอยู่ที่ 100,522.60 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง 17,312.23 ล้านบาท หรือ 20.80%

BCP ราคาหุ้นล่าสุดอยู่ที่ 32.75 บาท เพิ่มขึ้น 7.00 บาท เปลี่ยนแปลง 27.18% จากราคาเปิดซื้อขายวันแรกของปีนี้ที่ระดับ 25.75 บาท ส่งผลให้ Market Cap เพิ่มขึ้น จาก 38,656.82 ล้านบาท มาอยู่ที่ 48,965.30 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง 10,308.48 ล้านบาท หรือ 26.66%

ขณะที่ IRPC กลายเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในกลุ่มพลังงานดั้งเดิม โดยราคาปรับขึ้นจาก 1.00 บาท เป็น 1.70 บาท เพิ่มขึ้นถึง 70% ส่งผลให้ Market Cap เพิ่มขึ้นจาก 20,638.76 ล้านบาท เป็น 35,351.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14,712.79 ล้านบาท หรือ 71.28%

ส่วน SPRC ราคาหุ้นล่าสุดอยู่ที่ 7.05 บาท เพิ่มขึ้น 1.15 บาท เปลี่ยนแปลง 19.49% จากราคาเปิดซื้อขายวันแรกของปีนี้ที่ระดับ 5.90 บาท ส่งผลให้ Market Cap เพิ่มขึ้น จาก 25,581.82 ล้านบาท มาอยู่ที่ 30,568.11 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง 4,986.29 ล้านบาท หรือ 19.49%

กลุ่มพลังงานดั้งเดิม หุ้นขนาดใหญ่อย่างกลุ่ม ปตท. ยังคงเป็นแกนหลักของตลาดฯ นำโดย PTT

หุ้นโรงไฟฟ้า-พลังงานสะอาด รับแรงหนุนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ฝั่งหุ้นพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้านั้น ในภาพรวมก็ยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางบวกเช่นกัน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากแนวโน้มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะในด้านดิจิทัลและความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

โดย GULF เป็นหุ้นที่มีการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดมากที่สุด โดยราคาหุ้นปรับขึ้นจาก 42.00 บาท เป็น 61.25 บาท เพิ่มขึ้น 45.83% ส่งผลให้ Market Cap เพิ่มจาก 620,003.26 ล้านบาท เป็น 956,149.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 336,146.35 ล้านบาท หรือ 54.21%

GPSC ราคาปิดล่าสุดอยู่ที่ 43.25 บาท เพิ่มขึ้น 6.75 บาท เปลี่ยนแปลง 18.49% จากราคาเปิดซื้อขายวันแรกของปีนี้ที่ระดับ 36.50 บาท ส่งผลให้ Market Cap เพิ่มขึ้น จาก 100,805.32 ล้านบาท มาอยู่ที่ 122,658.23 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง 21,852.91 ล้านบาท หรือ 21.67%

ด้าน RATCH และ EGCO ปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับจำกัด โดย RATCH ราคาปิดล่าสุดอยู่ที่ 30.75 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท เปลี่ยนแปลง 3.36% จากระดับ 29.75 บาท ส่งผลให้ Market Cap เพิ่มขึ้น จาก 64,706.25 ล้านบาท มาอยู่ที่ 66,881.25 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง 2,175.00 ล้านบาท หรือ 3.36%

EGCO ราคาปิดล่าสุดอยู่ที่ 117.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท เปลี่ยนแปลง 2.18% จากระดับ 114.50 บาท ส่งผลให้ Market Cap เพิ่มขึ้น จาก 60,280.24 ล้านบาท มาอยู่ที่ 63,175.80 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง 2,895.56 ล้านบาท หรือ 4.80%

BANPU ราคาปิดล่าสุดอยู่ที่ 5.35 บาท เพิ่มขึ้น 0.41 บาท เปลี่ยนแปลง 8.29% จากระดับ 4.94 บาท ส่งผลให้ Market Cap เพิ่มขึ้น จาก 49,293.00 ล้านบาท มาอยู่ที่ 54,102.07 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง 4,809.07 ล้านบาท หรือ 9.75%

BGRIM ราคาปิดล่าสุดอยู่ที่ 17.20 บาท เพิ่มขึ้น 3.10 บาท เปลี่ยนแปลง 21.98% จากระดับ 14.10 บาท ส่งผลให้ Market Cap ของ BGRIM เพิ่มขึ้น จาก 36,757.29 ล้านบาท มาอยู่ที่ 44,838.68 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง 8,081.39 ล้านบาท หรือ 21.98%

สำหรับ GUNKUL เป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดในกลุ่มพลังงานทดแทน โดยราคาหุ้นพุ่งจาก 1.90 บาท เป็น 3.98 บาท เพิ่มขึ้น 109.47% ส่งผลให้ Market Cap เพิ่มขึ้นจาก 16,787.98 ล้านบาท เป็น 34,997.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18,209.19 ล้านบาท หรือ 108.46%

BPP ราคาปิดล่าสุดอยู่ที่ 11.10 บาท ลดลง 0.60 บาท เปลี่ยนแปลง -5.12% จากระดับ 11.70 บาท ส่งผลให้ Market Cap ของ BPP ลดลง จาก 35,048.91 ล้านบาท มาอยู่ที่ 34,134.60 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง 914.31 ล้านบาท หรือ -2.60%

EA ราคาปิดล่าสุดอยู่ที่ 3.08 บาท เพิ่มขึ้น 0.36 บาท เปลี่ยนแปลง 13.23% จากระดับ 2.72 บาท ส่งผลให้ Market Cap เพิ่มขึ้น จาก 20,052.36 ล้านบาท มาอยู่ที่ 23,023.08 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง 2,970.72 ล้านบาท หรือ 14.81%

BCPG ราคาปิดล่าสุดอยู่ที่ 6.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.15 บาท เปลี่ยนแปลง 2.22% จากระดับ 6.75 บาท ส่งผลให้ Market Cap เพิ่มขึ้น จาก 20,071.59 ล้านบาท มาอยู่ที่ 22,018.83 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง 1,947.24 ล้านบาท หรือ 9.70%

CKP ราคาปิดล่าสุดอยู่ที่ 2.42 บาท เพิ่มขึ้น 0.02 บาท เปลี่ยนแปลง 0.83% จากระดับ 2.40 บาท ส่งผลให้ Market Cap เพิ่มขึ้น จาก 19,347.93 ล้านบาท มาอยู่ที่ 19,998.28 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง 650.35 ล้านบาท หรือ 3.36%

TPIPP ราคาปิดล่าสุดอยู่ที่ 1.76 บาท ลดลง 0.05 บาท เปลี่ยนแปลง -2.76% จากระดับ 1.81 บาท ส่งผลให้ Market Cap ลดลง จาก 15,456.00 ล้านบาท มาอยู่ที่ 14,784.00 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง 672.00 ล้านบาท หรือ -4.34%

SPCG ราคาปิดล่าสุดอยู่ที่ 8.85 บาท ลดลง 0.45 บาท เปลี่ยนแปลง -4.83% จากระดับ 9.30 บาท ส่งผลให้ Market Cap ของ SPCG เพิ่มขึ้น จาก 10,030.00 ล้านบาท มาอยู่ที่ 9,396.53 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง 633.47 ล้านบาท หรือ -6.31%

หุ้นพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้า ภาพรวมก็ยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางบวกเช่นกัน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากแนวโน้มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะในด้านดิจิทัลและความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

หุ้นพลังงานยังเป็นโฟกัสนักลงทุน

นายอิสระ อรดีดลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน (Investment Strategy, Fund Management) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (BBLAM) เปิดมุมมองต่อหุ้นพลังงานกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า สภาวะการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานปัจจุบัน นักลงทุนยังคงให้ความสำคัญและติดตามความเคลื่อนไหวของพลังงานทุกประเภทอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาจากช่วงเวลาและระดับราคาหุ้นที่เหมาะสมเป็นหลัก เพื่อทำการสลับหมวดหมู่การลงทุน

สำหรับหุ้นพลังงานดั้งเดิม ราคาหุ้นมักได้รับแรงกดดันเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง แต่เมื่อราคาหุ้นอ่อนตัวจนระดับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ในระดับที่น่าสนใจ นักลงทุนจะเริ่มกลับเข้ามาสะสมหุ้นในกลุ่มนี้อีกครั้ง

ขณะเดียวกันหุ้นพลังงานยังคงมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทย หากราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 85-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการปรับตัวของดัชนี แม้อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนของบางอุตสาหกรรมก็ตาม

Data Center หนุนหุ้นโรงไฟฟ้าระยะยาว

นายอิสระ กล่าวว่า อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภค ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะการลงทุนในระบบคลาวด์และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่กำลังเป็นกระแสในปัจจุบัน

การเติบโตดังกล่าวสะท้อนผ่านยอดขายที่ดินของกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อโครงการต่างๆ เริ่มดำเนินการ เเกิดชื่อว่าจะหนุนให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งสะท้อนต่อความต้องการพลังงานไฟฟ้าในประเทศมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

ปัจจัยดังกล่าวจึงเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภคในระยะยาว เนื่องจากมองว่าความต้องการพลังงานไฟฟ้าจากอุตสาหกรรมต้นน้ำยังคงมีการเติบโตอย่างมั่นคง จึงมองว่าเป็นอีกหนึ่งในธีมการลงทุนที่นักลงทุนยังคงติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ราคาหุ้นวิ่งตามปัจจัยเฉพาะตัว

ภาพรวมการเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มพลังงานในช่วงเกือบ 6 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่า แม้หุ้นทั้งหมดจะอยู่ในอุตสาหกรรมพลังงานเช่นเดียวกัน แต่ปัจจัยขับเคลื่อนราคาหุ้นของแต่ละกลุ่มแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยหุ้นพลังงานดั้งเดิมยังเคลื่อนไหวตามทิศทางราคาน้ำมันโลกและแนวโน้มผลประกอบการ

ในขณะที่หุ้นโรงไฟฟ้าและพลังงานทดแทนได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Center) และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ในระยะต่อไป หุ้นกลุ่มพลังงานจึงยังคงเป็นกลุ่มที่นักลงทุนติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นภาคธุรกิจที่ได้รับอิทธิพลจากทั้งปัจจัยเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน นโยบายภาครัฐ และการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางผลประกอบการและมูลค่าหุ้นในตลาดทุนไทย