thansettakij
thansettakij
คณะกรรมการ ค.ป.ท. เปิด 4 เกณฑ์ใหม่คุมจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐวงเงินเกิน 300 ล้านบาท

ปรับ 4 เงื่อนไขคุมจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐวงเงินเกิน 300 ล้านบาท

13 มิ.ย. 69 | 03:22 น.
อัปเดตล่าสุด :13 มิ.ย. 69 | 03:25 น.

คณะกรรมการ ค.ป.ท. ปรับเข้มเกณฑ์ใหม่คุมจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐวงเงินเกิน 300 ล้านบาท สั่งเอกชนยื่นแผนต้านทุจริตสกัดโกงโปร่งใส

KEY

POINTS

  • ขยายนิยาม "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ในการจัดซื้อจัดจ้างให้ครอบคลุมถึงคู่ชีวิตที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส
  • กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องยื่นเอกสารตรวจสอบข้อมูลฉบับใหม่ล่วงหน้า ก่อนที่ฉบับเดิมจะหมดอายุ
  • เพิ่มเกณฑ์คุณสมบัติ โดยผู้ยื่นข้อเสนอต้องแนบนโยบายและแนวทางป้องกันการทุจริตมาพร้อมกัน
  • บังคับให้เปลี่ยนมาใช้แบบตรวจสอบข้อมูลฉบับใหม่ตามที่ประกาศกำหนด เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

คณะกรรมการ ค.ป.ท. สำหรับผู้ประกอบการที่จะเข้าประมูลงานรัฐมูลค่าเกิน 300 ล้านบาท โดยเน้นการขยายขอบเขตนิยามความขัดแย้งทางผลประโยชน์ให้ครอบคลุมถึงคู่ชีวิตที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส พร้อมบังคับให้ยื่นนโยบายป้องกันการทุจริตและหลักฐานตรวจสอบข้อมูลฉบับใหม่ล่วงหน้า เพื่อยกระดับความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจในระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต (คณะกรรมการ ค.ป.ท.) ได้ออกประกาศกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของนโยบายป้องกันการทุจริตสำหรับผู้ประกอบการที่ทำสัญญากับหน่วยงานรัฐตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2568 นั้น

แพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง

4 เงื่อนไขเกณฑ์ใหม่จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุด ล่าสุดคณะกรรมการ ค.ป.ท. จึงได้ออกประกาศแก้ไขเพิ่มเติมโดยปรับเปลี่ยนเงื่อนไขสำคัญใน 4 ประเด็นหลัก สำหรับโครงการที่มีวงเงินตั้งแต่ 300 ล้านบาทขึ้นไป ดังนี้

1. ขยายนิยาม “ผลประโยชน์ทับซ้อน” มีการแก้ไขนิยามของ “การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม” ให้มีความชัดเจนและครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยรวมถึงการใช้ความสัมพันธ์ของบุคคลที่อยู่กินกันฉันสามีภริยาแม้จะมิได้จดทะเบียนสมรส เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเอง พวกพ้อง หรือในเชิงธุรกิจ

2. ปรับเกณฑ์การยื่นเอกสารตรวจสอบ กำหนดแนวทางใหม่ให้ผู้ประกอบการต้องยื่นแบบตรวจสอบข้อมูลพร้อมหลักฐานอ้างอิงฉบับใหม่ต่อหน่วยงานรัฐทันที ก่อนที่แบบตรวจสอบเดิมจะหมดอายุ โดยไม่ต้องรอให้หน่วยงานราชการแจ้งเตือน เพื่อความรวดเร็วและต่อเนื่องในการตรวจสอบคุณสมบัติ

3. ยกระดับเกณฑ์พิจารณาคุณสมบัติ ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะยื่นข้อเสนอในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ จะต้องยื่นนโยบายและแนวทางป้องกันการทุจริต พร้อมแบบตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานอ้างอิงการดำเนินงานตามที่ประกาศกำหนด (ข้อ 5, 6 และ 7) จึงจะถือว่าผ่านเกณฑ์คุณสมบัติในการเข้ายื่นข้อเสนอประมูลงาน

4. บังคับใช้แบบตรวจสอบข้อมูลฉบับใหม่ ให้เปลี่ยนมาใช้แบบตรวจสอบข้อมูลตามที่ระบุไว้ในแนบท้ายประกาศฉบับใหม่นี้แทนแบบเดิมทั้งหมด เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

อธิบดีกรมบัญชีกลางย้ำว่า การปรับปรุงเกณฑ์ในครั้งนี้จะช่วยให้ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนสามารถดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นต่อโครงการภาครัฐในระยะยาว