
กมธ.ฟอกเงิน ซัก Webull ปม KYC สแกมเมอร์-บัญชีม้า 393 เคส เสียหาย 58 ล้าน
CIB แจงยิบในที่ประชุม กมธ.ฟอกเงิน คดีสแกมเมอร์ 393 เคส ที่ใช้บัญชีม้าผ่องถ่ายเงินผ่านแพลตฟอร์ม Webull มีผู้เสียหายกว่า 58 ล้านบาท ด้าน ซีอีโอ ยอมรับ เจ้าหน้าที่บกพร่อง ประเด็นตรวจไม่เจอหลังมีการใช้เอกสารปลอมสมัคร ขณะ ปปง.-กลต. เตรียมลุยตรวจถึงที่ จ่อดำเนินคดีฟอกเงิน
KEY
POINTS
- กมธ. ปปง. เรียกผู้บริหาร Webull เข้าชี้แจง หลังพบช่องโหว่ในระบบยืนยันตัวตน (KYC) และการทำธุรกรรมที่รวดเร็ว ทำให้แพลตฟอร์มถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงินของแก๊งสแกมเมอร์
- ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดเผยข้อมูลว่าพบผู้เสียหาย 393 ราย จาก 393 คดีที่เกี่ยวข้องกับ Webull ในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 58 ล้านบาท
- ผู้บริหาร Webull ยอมรับว่าเกิดจากความบกพร่องของพนักงานที่ไม่สามารถตรวจพบเอกสารปลอมได้ แต่ได้แก้ไขช่องโหว่ของระบบแล้ว และปฏิเสธที่จะตอบคำถามเรื่องการรับผิดชอบความเสียหาย
- ก.ล.ต. และ ปปง. ได้สั่งให้ Webull ยกระดับมาตรการควบคุมและเข้าตรวจสอบบริษัท ขณะที่ กมธ. จี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานผลการดำเนินการเป็นลายลักษณ์อักษร
คณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้ (11 มิ.ย.69) ที่มี นายพิทักษ์เดช เดชเดโช เป็นประธานการประชุม เป็นไปอย่างเข้มข้น ซึ่งเป็นการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้บริหารระดับสูงของบริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด (Webull Thailand) เข้าประชุมเพื่อพิจารณาศึกษาและตรวจสอบมาตรการป้องกันการใช้แพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์เป็นช่องทางในการเปิดบัญชีม้าและการฟอกเงิน
รายงานข่าวแจ้งว่า บรรยากาศการประชุมโดยตลอดการประชุมร่วม 2 ชั่วโมงครึ่ง มีประเด็นการตั้งข้อสังเกตถึงความบกพร่องของระบบ Webull ก่อนจะมีการแก้ไขปัญหา อาทิ พบว่ามีความเสียหายที่เกิดจากใช้เอกสารปลอมในการเปิดบัญชีหลักทรัพย์ กลายเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพนำเงินจากการหลอกลวงประชาชนมาฟอกผ่านพอร์ตหุ้น
รวมถึงการถอนเงิน Real-time ที่กรรมาธิการฯ และผู้เชี่ยวชาญในวงการหลักทรัพย์ตั้งข้อสังเกตว่า ระบบของ Webull ก่อนที่จะมีการแก้ไขระบบที่ยอมให้มีการ ถอนเงินแบบ Real-time อาจขัดต่อประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ระบุว่าการโอนย้ายทรัพย์สินลูกค้าต้องมีผู้มีอำนาจอนุมัติ ขณะที่ Webull ชี้แจงว่าระบบจะยอมให้ถอนเฉพาะเงินที่ชำระราคา (Settled) แล้วเท่านั้น
สอบสวนกลางแจง กางข้อมูลสแกมเมอร์ใช้แพลตฟอร์ม Webull เสียหายกว่า 58 ล้านบาท
ตัวแทนจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) นำโดย พลตำรวจตรี สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้กำกับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ในฐานะเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดเผยข้อมูลว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลการแจ้งความออนไลน์ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนที่ผ่านมา พบเคสที่เกี่ยวข้องกับบริษัทหลักทรัพย์ Webull จำนวนถึง 393 เคส คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 58 ล้านบาท
โดยพบช่องโหว่ "ฝาก-ถอนไว" ดึงดูดสแกมเมอร์ จากการสืบสวนพบปัจจัยหลัก 2 ประการที่ทำให้สแกมเมอร์เลือกใช้แพลตฟอร์มนี้ คือ
ความรวดเร็วในการธุรกรรม: แพลตฟอร์มมีการตลาดที่เน้นความทันสมัย สามารถฝากและถอนเงินได้ภายในวันเดียว ซึ่งแตกต่างจากบริษัทหลักทรัพย์ทั่วไปที่จะต้องใช้เวลา T+1 หรือมากกว่า ทำให้มิจฉาชีพสามารถยักย้ายถ่ายเทเงินออกไปได้อย่างรวดเร็ว
จุดอ่อนในระบบ KYC: ในช่วงแรกพบว่าการยืนยันตัวตน (KYC) มีช่องโหว่ โดยผู้ใช้งานสามารถกรอกหมายเลขบัญชีธนาคารที่ไม่สัมพันธ์กับชื่อที่ลงทะเบียนไว้ได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ยากต่อการตรวจสอบในขณะนั้น
นอกจากนี้ ยังพบปัญหาในการอายัดเงิน เนื่องจากหากธนาคารทำการอายัดบัญชีกลางของบริษัทหลักทรัพย์ จะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของนักลงทุนปกติรายอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ทำให้มิจฉาชีพใช้จุดนี้เป็นเกราะป้องกันการถูกระงับธุรกรรม
ภายหลังตรวจพบปัญหา ศูนย์ ACSC ได้ประสานงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และผู้ประกอบการ เพื่อวางกรอบแนวทางแก้ไข เช่น การเพิ่มระยะเวลาหน่วงในการถอนเงิน และการตรวจสอบชื่อบัญชีให้ตรงกับระบบ KYC อย่างเคร่งครัด
ผลจากการดำเนินการดังกล่าว ส่งผลให้สถิติความเสียหายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน พบความเสียหายเพิ่มเติมเพียงประมาณ 2 ล้านบาท และสามารถระงับความเสียหายคืนให้ผู้เสียหายได้บางส่วน
ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางระบุว่า แม้หน่วยงานจะเป็นผู้ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและวางมาตรการป้องกัน แต่ในส่วนของการดำเนินคดีอาญานั้น จะเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในแต่ละท้องที่ตาม Case ID ของผู้เสียหาย เช่น กรณีที่เกี่ยวเนื่องกับ สภ.เมืองปทุมธานี ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการขยายผลการจับกุมต่อไป
กลต. แจงยกระดับคุมเข้มแพลตฟอร์มเทรดออนไลน์ แต่ไม่ตอบดำเนินการกับ Webull อย่างไร
ด้าน นางสาวจอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ระบุว่า จากการทำงานร่วมกับศูนย์ AOC และเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่ากรณีของ Webull มีประเด็นเกี่ยวกับ ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk) โดยเฉพาะการที่ลูกค้ามีการปลอมแปลงเอกสารและเลขที่บัญชีธนาคาร ซึ่งมิจฉาชีพใช้วิธีการปลอมชื่อบัญชีปลายทางให้ตรงกับชื่อเจ้าของบัญชีหลักทรัพย์ แต่แท้จริงแล้วเป็นเลขที่บัญชีของบุคคลอื่น ทำให้เงินถูกโอนออกไปยังบัญชีม้าได้ จึงมีการสั่งยกระดับมาตรฐาน-คุมเข้มการโอนเงิน เพื่อแก้ไขปัญหาสั่งการให้บริษัทดำเนินการปรับปรุงระบบงานใหม่ทั้งหมด ดังนี้
ระบบทดสอบการโอน: เพิ่มกระบวนการตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่าชื่อบัญชีและเลขที่บัญชีปลายทางตรงกับข้อมูลลูกค้าจริงก่อนดำเนินการโอนเงิน
มาตรการหน่วงเงิน (Delay): สำหรับพฤติกรรมต้องสงสัย เช่น การโอนเงินเข้าแล้วโอนออกทันที บริษัทต้องเพิ่มระยะเวลาดีเลย์เพื่อป้องกันการโยกย้ายเงินของกลุ่มบัญชีม้า
การรายงานธุรกรรม: กำหนดเงื่อนไขธุรกรรมต้องสงสัยที่บริษัทต้องรายงานต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อย่างเคร่งครัด
ตัวแทน กลต. ย้ำว่านโยบายปัจจุบันให้ความสำคัญกับการปราบปรามสแกมเมอร์เป็นอันดับแรก โดยมีการใช้แนวทางการตรวจแบบ Risk-Based Approach (RBA) เพื่อประเมินและให้คะแนนระบบงานของแต่ละบริษัท พร้อมยืนยันว่า กลต. มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งการสั่งปรับและลงโทษหากผู้ประกอบธุรกิจไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด
ด้านนายชัยชนะ เดชเดโช และคณะกรรมาธิการ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าในการระงับความเสียหาย โดยเสนอว่าควรมีการ สั่งหยุดการปฏิบัติงานของแพลตฟอร์ม ทันทีเมื่อเกิดความเสียหายในวงกว้าง เพื่อป้องกันประชาชนที่อาจตกเป็นเหยื่อเพิ่ม
นอกจากนี้ ประธาน กมธ. ยังได้ขอให้ กลต. จัดทำรายงานชี้แจงผลการดำเนินการในกรณีนี้เป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมาธิการเพื่อติดตามความคืบหน้าต่อไป หลังจากสอบถามด้วยวาจาแล้วแต่ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน
"ชัยชนะ" ซัดเดือดล่อยบัญชีม้าผ่องถ่ายเงินตุ๋นเหยื่อ ชี้ KYC บกพร่อง-เข้าข่าย "รับของโจร"
ขณะที่ นายชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด (กมธ.ฟอกเงิน) ถามตัวแทนหน่วยงานตำรวจและผู้บริหารแพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์ Webull Thailand กรณีพบความบกพร่องในระบบที่เปิดช่องให้แก๊งมิจฉาชีพใช้เป็นช่องทางฟอกเงินและผ่องถ่ายทรัพย์สินออกนอกประเทศ
นายชัยชนะได้ตั้งข้อสังเกตถึงพฤติการณ์ของกลุ่มมิจฉาชีพที่หลอกลวงผู้เสียหายให้โอนเงินเข้าบัญชีม้าแถวแรก ก่อนจะโอนต่อเข้าบัญชีที่เปิดไว้กับ Webull เพื่อใช้ในการเทรดหุ้น ซึ่งในอดีตแก๊งสแกมเมอร์มักโอนเงินไปยังบริษัทไบแนนซ์ (Binance) ในสิงคโปร์ทำให้ติดตามยาก แต่ปัจจุบันพบหลักฐานชัดเจนว่ามีการโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวงเข้าสู่บัญชีของ Webull โดยตรง
พร้อมกับตำหนิระบบการตรวจสอบตัวตนหรือ KYC ของ Webull ว่ามีความ "บกพร่องอย่างร้ายแรง" โดยอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ระบุว่า ชื่อบัญชีธนาคารที่โอนเงินเข้าไม่จำเป็นต้องตรงกับชื่อเจ้าของบัญชีโบรกเกอร์
นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องการโฆษณาที่อาจเกินจริงเกี่ยวกับระยะเวลาการรับเงิน (T+1, T+2) ซึ่งผิดธรรมชาติของการซื้อขายหลักทรัพย์ทั่วไป และยังตั้งข้อสังเกตว่ามีการหลอกลวงเกิดขึ้น ถ้าเป็นประชาชนทั่วไป ตำรวจออกหมายจับไปแล้วเพราะถือว่าร่วมขบวนการ แต่ทำไมกรณีนี้ถึงทำเพียงแค่ขอความร่วมมือกับ ก.ล.ต. และ Webull เท่านั้น คิดว่านี่คือการเลือกปฏิบัติ
นายชัยชนะ ย้ำข้อมูลจาก CIB ที่พบว่าในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีคดีที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นถึง 393 เคส มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 58 ล้านบาท และล่าสุดยังมีผู้เสียหายเพิ่มอีก 7 ราย สูญเงินกว่า 2.3 ล้านบาท โดยกลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ก่อนหน้านี้ให้การยืนยันชัดเจนว่า มีหน้าที่หาบัญชีเพื่อหลอกเงินจากเหยื่อมาเปิดบัญชีกับ Webull
ซีอีโอ Webull แจงยิบ ยอมรับความบกพร่องของพนักงาน
นายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด (Webull Thailand) ได้เข้าชี้แจงด้วยตัวเอง ยืนยันมาตรฐานการตรวจสอบตัวตน (KYC) ระดับสากล ซึ่ง Webull เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ และดำเนินธุรกิจในไทยโดยได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย บริษัทมีกระบวนการตรวจสอบตัวตนลูกค้า (KYC) ที่เข้มงวดตามเกณฑ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. และ ปปง. โดยใช้ระบบ NDID และการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Biometric) ด้วยการถ่ายภาพใบหน้าเปรียบเทียบกับบัตรประชาชน
นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบรายชื่อกับฐานข้อมูลความเสี่ยงทั่วโลก (World-Check) ฐานข้อมูลการล้มละลาย และฐานข้อมูลนักการเมืองท้องถิ่นที่พัฒนาขึ้นเอง โดยมีการใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ความสอดคล้องของอาชีพ รายได้ และที่อยู่ เพื่อป้องกันความเสี่ยง
นายชลเดช ยังได้ปฏิเสธข่าวเรื่องรับเงินสดและธุรกิจธนาคารเถื่อน ยืนยันว่า Webul ไม่มีการรับฝากเงินสด การฝากเงินต้องทำผ่านระบบ Dynamic QR Code หรือ ATS ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญคือ ชื่อบัญชีธนาคารและชื่อบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ต้องเป็นชื่อเดียวกันเท่านั้น หากไม่ตรงกันระบบจะปฏิเสธทันที
ส่วนกรณีการจ่ายดอกเบี้ยในบัญชีที่ยังไม่ได้ซื้อหุ้น ยืนยันว่าไม่ใช่การทำธุรกิจธนาคาร แต่เป็นการนำเงินลูกค้าไปฝากไว้กับธนาคารพันธมิตรระดับโลก ซึ่งให้ดอกเบี้ยสูงในสกุลเงิน USD (ประมาณ 3.5%) แล้วบริษัทก็นำดอกเบี้ยนั้นมาจ่ายคืนให้ลูกค้าตามนโยบายของ บล. ทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ซีอีโอ Webull ยอมรับความบกพร่องกรณีบัญชีม้าและความเสียหาย 60 ล้านบาท ต่อคณะกรรมาธิการว่า เคยเกิดกรณีตรวจพบบัญชีม้า 2 บัญชี ซึ่งเกิดจาก "ความบกพร่องในการปฏิบัติงานของพนักงาน" (Operational Risk) ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเอกสารหน้าสมุดบัญชีที่ลูกค้ายื่นมาเป็นเอกสารปลอม แม้ว่าขั้นตอน KYC อื่นๆ จะผ่านตามระบบก็ตาม โดยกรณีนี้ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในการแจ้งเบาะแส
ทั้งนี้ ในที่ประชุมถามย้ำถึงตัวเลขความเสียหายสูงถึง 60 ล้านบาท ซึ่งนายชลเดชไม่ได้ปฏิเสธตัวเลขดังกล่าว แต่ยืนยันว่าเป็นความบกพร่องของพนักงานและบริษัทได้ดำเนินการแก้ไขช่องโหว่ของระบบร่วมกับธนาคารพันธมิตรเสร็จสิ้นภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก
“บริษัทมีความโปร่งใสและยินดีให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบ โดยในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ ทั้งสำนักงาน ก.ล.ต. และ ปปง. มีกำหนดการเข้าตรวจเยี่ยมและตรวจสอบระบบงานของบริษัท ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่จะพิสูจน์มาตรฐานการดำเนินงานของแพลตฟอร์ม” นายชลเดช กล่าวและปฏฺิเสธที่จะให้ข้อมูลเมื่อ กรรมาธิการสอบถามว่าแล้วกรณีที่มีความเสียหายเกิดขึ้นแล้วบริษัทดำเนินการไปอย่างไรแล้วบ้าง ซึ่งนายชลเดชขอใช้สิทธิ์ไม่ชี้แจงประเด็นนี้ ซึ่งประธานได้ขอให้บันทึกการประชุมไว้ด้วย
ปปง. สั่งสอบเข้มย้ำโทษปรับหนักรายกระทง พร้อมประสานตำรวจเร่งอายัดทรัพย์คืนผู้เสียหาย
นายวิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ระบุว่า ว่าขณะนี้ สำนักงาน ปปง. ได้เข้าสู่กระบวนการสอบสวนและเตรียมลงพื้นที่ตรวจ ณ สถานที่ทำการ เพื่อตรวจสอบว่าบริษัทมีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การรู้จักลูกค้า (KYC) และการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD) อย่างถูกต้องหรือไม่ ในส่วนของกระบวนการกำกับดูแล หากพบว่าบริษัทไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด จะมีโทษปรับไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อหนึ่งฐานความผิด และปรับรายวันอีกวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะแก้ไขให้ถูกต้อง ซึ่งขณะนี้ทางบริษัทได้เตรียมข้อมูลเพื่อเข้าชี้แจงในประเด็นดังกล่าวแล้ว
นอกจากการตรวจสอบเรื่องการกำกับดูแลแล้ว ปปง. ยังมุ่งเน้นไปที่การดำเนินคดีอาญาฐานฟอกเงิน โดยต้องพิสูจน์ทราบว่าในขณะทำธุรกรรมกับกลุ่มผู้กระทำความผิด ทางบริษัทรับรู้หรือไม่ว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างประสานงานกับพนักงานสอบสวนในพื้นที่สภ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการจับกุมผู้ต้องในกรณีหลอกลวงประชาชน เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและรายงานมายัง ปปง. เพื่อใช้เป็นฐานในการยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เพื่อนำมาเฉลี่ยคืนให้แก่ประชาชนที่ถูกหลอกลวง
รองเลขาธิการ ปปง. ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ตาม(ร่าง)พระราชกำหนด (พรก.) ฉบับใหม่ที่กำลังจัดทำ กำหนดให้สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามีมาตรการป้องกันที่เพียงพอตามที่หน่วยงานกำกับดูแลประกาศกำหนด ซึ่งถือเป็นการผลักภาระการพิสูจน์ไปยังผู้ให้บริการว่าได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้วหรือไม่ คาดการณ์ว่าภายในเดือนหน้าจะเริ่มเห็นผลการดำเนินงานที่เป็นสาระสำคัญ ทั้งในด้านการตรวจสอบทรัพย์สินและการดำเนินคดีอาญาฐานฟอกเงินกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีการรายงานความคืบหน้าให้คณะกรรมาธิการฯ ทราบต่อไป
อดีตเลขาฯ ปปง. จี้ปมช่องโหว่ KYC-บัญชีม้า ปล่อยคนร้ายปลอมเอกสารผ่านระบบ
พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ อดีตเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ได้ตั้งข้อสังเกตและซักถามว่าพบข้อบกพร่องหลายประการที่ไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์และการดำเนินงานตามกฎหมาย พร้อมกับตั้งคำถามสำคัญถึงกระบวนการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD) และการแสดงตน (KYC) ว่าเหตุใดจึงปล่อยให้มีการใช้เอกสารปลอมผ่านเข้าสู่ระบบได้โดยไม่มีการตรวจสอบยืนยันความถูกต้อง โดยเฉพาะประเด็นการพึ่งพาบุคคลที่สาม (Third Party) ตามกฎกระทรวงข้อที่ 46 ซึ่งทาง Webull อ้างว่าเป็นการทำธุรกรรมผ่านระบบ NDID และเป็นหน้าที่ของธนาคารในการตรวจสอบ
อดีตเลขาฯ ปปง. ระบุว่า เรื่องนี้ต้องไล่ดูเอกสารสัญญาให้ชัดเจนว่าความบกพร่องเกิดขึ้นในขั้นตอนใด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ เพราะหาก Webull เชื่อถือข้อมูลจาก NDID โดยไม่ตรวจสอบ แล้วพบภายหลังว่าเป็นเอกสารปลอม ใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือกรณี "บัญชีม้า" ซึ่ง พ.ต.อ.สีหนาท ตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่หน่วยงานอย่าง CFR สามารถระบุได้แล้วว่าบัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีม้า แต่เหตุใด Webull จึงไม่ทราบและไม่มีการระงับธุรกรรม ทั้งที่ทางบริษัทชี้แจงว่ามีการเชื่อมต่อระบบ API และมีเครือข่ายฐานข้อมูลระดับโลกที่มีประสิทธิภาพสู
พ.ต.อ.สีหนาท ได้เสนอให้ กลต. และ ปปง. ใช้อำนาจตามหน้าที่เข้าตรวจที่บริษัท Webull Thailand โดยตรง เพื่อตรวจสอบประเด็นการทำ CDD และเส้นทางการตรวจสอบต่าง ๆ ว่ามีการทำตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัดหรือไม่ พร้อมกันนี้ ได้ฝากให้ประธาน กมธ. ติดตามความคืบหน้าจาก กลต. และ ปปง. ว่าจะดำเนินการตรวจสอบแล้วเสร็จเมื่อใด และหากพบการกระทำความผิดจริง ได้มีการดำเนินการลงโทษหรือแก้ไขอย่างไร โดยขอให้รายงานผลกลับมายังคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานง่า ด้านหน่วยงานกำกับดูแล อาทิ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ชี้แจงสั้นๆ ว่าตนเองทำหน้าที่เป็นเพียง "Marketplace" หรือศูนย์กลางการซื้อขาย ส่วนการตรวจสอบการพิสูจน์ตัวตน (KYC/CDD) เป็นหน้าที่โดยตรงของ ก.ล.ต. และ ปปง.
ขณะที่สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ ยืนยันว่ามาตรฐานปกติของโบรกเกอร์ไทยจะไม่รับเงินสด และต้องโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารที่ชื่อตรงกับเจ้าของบัญชีหุ้นเท่านั้นเพื่อป้องกันการฟอกเงิน
ประธาน กมธ.จี้ ก.ล.ต.ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร-เสนอย้ายให้กองปรามทำคดีแทน สภ.ปทุมธานี
ภายหลังการประชุม นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ประธานคณะกรรมาธิการฯ เปิดเผยผลการประชุมว่า ยืนยันว่า ขณะนี้คดีอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองปทุมธานี พบข้อมูลเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (Scammer) ได้ใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ทำธุรกรรมทางการเงิน โดยพบความเสียหาย 715 ธุรกรรม เกี่ยวข้องกับ 393 คดี มีผู้เสียหาย 393 ราย รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 58.63 ล้านบาท ที่พบว่าการปลอมแปลงเอกสารข้อมูลของผู้เปิดบัญชีกับ Webull ซึ่งบริษัทชี้แจงว่าความเสียหายเกิดจากความบกพร่องของบุคลากร แต่ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเรื่องการแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ทาง กมธ.ปปง. จึงสั่งการให้ ก.ล.ต. รายงานผลการดำเนินการจัดการบริษัทดังกล่าวกลับมาอีกครั้ง พร้อมตำหนิความเชื่องช้าในการบังคับใช้กฎหมายควบคุม
"ในส่วนของสำนักงาน ปปง. จะรายงานผลกรณีนี้ภายใน 1 เดือน ขณะที่ กมธ.ปปง. เตรียมทำหนังสือถึงตำรวจภูธรภาค 1 และสถานีตำรวจภูธรเมืองปทุมธานี เพื่อขอทราบความคืบหน้าการตรวจสอบและการร้องทุกข์ไปยังบัญชีม้าทุกลำดับแถว รวมถึงโครงข่ายทั้งหมดเป็นลายลักษณ์อักษร และขอตั้งคำถามถึงศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ เหตุใดจึงไม่ส่งมอบให้ตำรวจกองบังคับการปราบปรามหรือกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเป็นผู้ทำสำนวน เนื่องจากเป็นคดีที่มีความเสียหายระดับชาติ แต่กลับปล่อยให้สถานีตำรวจท้องที่รับผิดชอบ"
สำหรับในการประชุมครั้งหน้าจะมีการเชิญบริษัทหลักทรัพย์ดังกล่าวเข้าชี้แจงอีกครั้งหลังจากได้รับเอกสารจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ







