
กูรูชี้ทองคำพักฐานรอขึ้นรอบใหม่ ลุ้นแตะ 1 แสนบาท หากทะลุ 5,400 ดอลลาร์
ตลาดทองคำเข้าสู่ช่วงพักฐานหลังปรับขึ้นแรงต่อเนื่องในรอบ 2 ปี ท่ามกลางสัญญาณดอลลาร์อ่อนค่าและแรงกดดันจากสงคราม-เงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย โบรกมองทองไทยมีโอกาสแกว่งสร้างฐานในกรอบ 60,000–75,000 บาท หากยืนเหนือ 60,000 บาทได้ มีลุ้นเข้าสู่รอบขาขึ้นใหม่อีกครั้ง
KEY
POINTS
- ราคาทองคำกำลังอยู่ในช่วงพักฐาน (Consolidate) เพื่อสร้างฐานราคาใหม่สำหรับปรับตัวขึ้นในรอบต่อไป
- มีโอกาสที่ราคาทองคำในประเทศจะปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 100,000 บาท หากราคาทองคำในตลาดโลกสามารถทะลุแนวต้านสำคัญที่ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้
- ปัจจัยหนุนราคาทองคำยังคงมาจากแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า สภาวะตลาดทองคำในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ช่วงการสร้างฐานราคาใหม่หลังจากเผชิญกับการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยทิศทางของดอลลาร์สหรัฐเริ่มแสดงสัญญาณความอ่อนแอลงซึ่งเป็นภาพสะท้อนของแนวโน้มที่เกิดขึ้นมานานกว่าทศวรรษแต่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในระยะหลัง
ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้สกุลเงินหยวนและสกุลเงินรูเบิลก้าวเข้ามามีอิทธิพลในระบบการเงินโลกมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสกุลเงินหยวนที่ถูกประเมินว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่จะขึ้นมามีบทบาทแทนที่ดอลลาร์ในภาคการค้าและการสำรองระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของราคาทองคำในประเทศ จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังพบว่า ราคาได้ผ่านการปรับตัวขึ้นแบบขั้นบันไดจากระดับ 30,000 บาท สู่ 40,000 บาท และพุ่งทะยานไปถึงระดับ 60,000 ไปจนถึงกว่า 80,000 บาทในบางช่วง
ปัจจุบันราคากำลังอยู่ในช่วงการพักฐาน (Consolidate) โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวที่สำคัญอยู่ระหว่าง 60,000 ถึง 75,000 บาท หากราคาสามารถรักษาฐานเหนือระดับ 60,000 บาทไว้ได้ จะเป็นสัญญาณของการสร้างฐานเพื่อเตรียมปรับตัวขึ้นรอบใหม่
ขณะที่ในตลาดโลกหรือราคาทองคำสปอต เป้าหมายสำคัญที่ต้องจับตาคือการยืนเหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ให้ได้อย่างมั่นคงภายในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งหากทำสำเร็จจะมีโอกาสลุ้นทดสอบระดับ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงปลายปี
ปัจจัยหนุนหลักของราคาทองคำในปีนี้ยังคงมาจากสถานการณ์สงครามและภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตามรอบนี้มีปัจจัยแทรกซ้อนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวตามและกลายเป็นแรงกดดันต่อทองคำในระยะสั้นเนื่องจากตลาดกังวลเรื่องการคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
ปัจจุบันระดับเงินเฟ้ออยู่ที่ประมาณปลาย 3% - 4% ซึ่งหากสถานการณ์ความตึงเครียดในจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างช่องแคบต่างๆ ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงไตรมาสที่ 3 และทำให้เงินเฟ้อดีดตัวไปถึงระดับ 6% อาจส่งผลให้เกิดการดำเนินมาตรการที่กดดันราคาทองคำได้ แต่ในระยะยาวทองคำยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่มีประสิทธิภาพ
ในด้านนโยบายการเงินและการเมืองสหรัฐฯ การเลือกตั้งกลางเทอมและการมีอยู่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในฐานะผู้มีอิทธิพลทางการเมืองยังคงเป็นตัวแปรที่ตลาดต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องภาษีและบทบาทในการยุติความขัดแย้งระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ การเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่ในอนาคต เช่น ความเป็นไปได้ในการแต่งตั้ง เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ซึ่งมีแนวคิดไม่สนับสนุนมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องทางการเงิน (QE) และเน้นการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา อาจส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนทิศทางการดูดเงินออกจากระบบและการบริหารจัดการพันธบัตร ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนทางการเงินและราคาทองคำโดยตรง
สำหรับโอกาสที่ราคาทองคำในประเทศไทยจะแตะระดับ 100,000 บาทนั้น มีความเป็นไปได้ในเชิงเทคนิคหากปัจจัยด้านค่าเงินบาทไทยยังคงอยู่ในทิศทางอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ แต่จะเกิดขึ้นภายในปีนี้หรือไม่ก็ต้องดูปัจจัยต่างๆ ประกอบร่วมด้วย
โดยหากราคาทองคำโลกสามารถทะลุผ่านแนวต้าน 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ เป้าหมายถัดไปจะอยู่ที่ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีโอกาสทดสอบระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในที่สุด
ท้ายที่สุด นักลงทุนควรมองหาจังหวะในการสะสมทองคำในช่วงที่ราคาพักตัวย่อลงมา เนื่องจากสัญญาณทางเทคนิคในระยะกลางและระยะยาวยังคงบ่งชี้ถึงแนวโน้มขาขึ้น โดยมีปัจจัยเสี่ยงใหม่ๆ เช่น สถานการณ์ในไต้หวัน หรือจุดปะทุทางภูมิรัฐศาสตร์อื่นๆ เป็นตัวขับเคลื่อนราคาทองในอนาคต






