thansettakij
thansettakij
ดาวโจนส์ปิดร่วงกว่า 443.96 จุด นักลงทุนกังวลสงครามดันเงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยพุ่ง

ดาวโจนส์ปิดร่วงกว่า 443.96 จุด นักลงทุนกังวลสงครามดันเงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยพุ่ง

20 มี.ค. 69 | 23:57 น.
อัปเดตล่าสุด :20 มี.ค. 69 | 23:58 น.

ดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วงกว่า 443.96 จุด เหตุสงครามระวังสหรัฐ อิสราเอลและอิหร่านเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ทำให้นักลงทุนกังวลเรื่องเงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยพุ่ง

KEY

POINTS

  • ดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วงลงกว่า 443.96 จุด เนื่องจากนักลงทุนกังวลต่อสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ
  • ความขัดแย้งดังกล่าวสร้างความกังวลว่าอาจผลักดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน และนำไปสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
  • การเทขายส่งผลกระทบในวงกว้างต่อดัชนีหลักอื่นๆ เช่น S&P500 และ Nasdaq โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงแรงในวันศุกร์ (20 มี.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน 

หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ทำให้นักลงทุนกังวลเรื่องเงินเฟ้อและแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นมากขึ้น

  • ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 45,577.47 จุด ลดลง 443.96 จุด หรือ -0.96%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,506.48 จุด ลดลง 100.01 จุด หรือ -1.51% 
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 21,647.61 จุด ลดลง 443.08 จุด หรือ -2.01%

ทั้งนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย โดยกองทัพสหรัฐฯ ส่งเรือยกพลขึ้นบกพร้อมกำลังทหารนาวิกโยธินและลูกเรือหลายพันนายไปยังภูมิภาค ขณะที่ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านย้ำถึงความเป็นหนึ่งเดียวและการต่อต้านของประเทศ

ดาวโจนส์ปิดร่วงกว่า 443.96 จุด นักลงทุนกังวลสงครามดันเงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยพุ่ง

 

นักวิเคราะห์ ระบุว่า ตลาดเริ่มยอมรับแล้วว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คาดไว้ตอนแรก และเป็นเหตุผลที่ทำให้ตลาดถูกเทขาย โดยสงครามอาจไม่ใช่แค่ไม่กี่สัปดาห์ แต่อาจลากยาวเป็นหลายเดือน

หุ้นกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ปรับตัวลง โดยหุ้น Nvidia และหุ้น Tesla ร่วงลงมากกว่า 3% ขณะที่หุ้น Alphabet, Meta Platforms และ Microsoft ปรับตัวลงราว 2%

ด้านพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 สอดคล้องกับแรงขายในพันธบัตรรัฐบาลของอังกฤษและยุโรป เนื่องจากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงอันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ยังคงมีความกังวลด้านเงินเฟ้อ

ข้อมูลจาก FedWatch ของ CME ระบุว่า ตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) มีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าลดดอกเบี้ยภายในสิ้นปี 2569

จากหุ้นทั้งหมด 11 กลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนี S&P500 นั้น มี 9 กลุ่มที่ปรับตัวลง โดยกลุ่มสาธารณูปโภคร่วงลง 4.11% และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ร่วง 3.15%

ดัชนีกลุ่มพลังงานของ S&P500 แทบไม่เปลี่ยนแปลง แต่ยังคงบวกต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 13 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ตามข้อมูลของ LSEG โดยได้แรงหนุนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในเวเนซุเอลาและตะวันออกกลาง

ตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนี S&P500 ลดลง 1.9% ขณะที่ Nasdaq และดาวโจนส์ลดลงมากกว่า 2% และนับตั้งแต่สงครามในอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ดัชนี S&P500 ปรับตัวลง 5.4%, Nasdaq ลดลง 4.5% และดาวโจนส์ลดลงเกือบ 7% โดยทั้งสามดัชนีหลักเคลื่อนไหวต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 200 วัน ซึ่งสะท้อนถึงบรรยากาศการลงทุนที่อ่อนแอลงในตลาf

FedEx ซึ่งมักถูกมองเป็นตัวชี้วัดภาวะเศรษฐกิจ ออกคาดการณ์เชิงบวกและระบุว่าอุปสงค์ทั่วโลกยังทรงตัว แม้เผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเกือบ 1%