
ดาวโจนส์ปิดร่วงกว่า 768.11 จุด หลังเฟดคงดอกเบี้ย-ส่งสัญญาณลดครั้งเดียวปีนี้
ดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วงกว่า 768.11 จุด หลังเฟดคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมล่าสุด พร้อมส่งสัญญาณปรับลดครั้งเดียวปีนี้
KEY
POINTS
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วงลง 768.11 จุด หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75%
- เฟดส่งสัญญาณผ่านการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (Dot Plot) ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในปีนี้ โดยยังไม่ระบุช่วงเวลาที่ชัดเจน
- ตลาดได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากความกังวลของประธานเฟดต่อภาวะเงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้นจากสงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 700 จุดในวันพุธ (18 มี.ค.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมล่าสุด และส่งสัญญาณว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในปีนี้
อีกทั้งกรรมการเฟดได้ระบุถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจซึ่งเนื่องมาจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน และสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล
- ดาวโจนส์ปิดที่ 46,225.15 จุด ลดลง 768.11 จุด หรือ -1.63%
- S&P500 ปิดที่ 6,624.70 จุด ลดลง 91.39 จุด หรือ -1.36%
- Nasdaq ปิดที่ 22,152.42 จุด ลดลง 327.11 จุด หรือ -1.46%
ตลาดหุ้นนิวยอร์กปรับตัวลง หลังจากคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันพุธ พร้อมกับเปิดเผยการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้ และไม่ได้ระบุเวลาที่ชัดเจนว่าจะปรับลดเมื่อใด
ทั้งนี้ ตลาดปรับตัวลงอีก หลังจากเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดระบุว่า ความไม่แน่นอนของสงครามอิหร่านอาจทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
“เฟดกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก เนื่องจากต้องรับมือกับความเสี่ยงที่ตลาดแรงงานจะอยู่ในช่วงขาลงและความเสี่ยงเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้การตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นเรื่องยาก”
นักวิเคราะห์จาก Angeles Investments ระบุว่า เฟดกำลังรอดูสถานการณ์ ความท้าทายของเฟดคือต้องสร้างสมดุลระหว่างภารกิจการจ้างงานที่เต็มศักยภาพและฉุดเงินเฟ้อให้ลดลงสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% อย่างยั่งยืน หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อและราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง ก็อาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง แต่การผ่อนคลายนโยบายการเงินในตอนนี้จะกลายเป็นความผิดพลาด เพราะจะยิ่งทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น
ตลาดยังถูกกดดันจากรายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งระบุว่าดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) พุ่งขึ้น 3.4% ในเดือนก.พ. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.9% หลังจากที่ปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือนม.ค. โดยดัชนี PPI มีความเสี่ยงที่จะเพิ่มขึ้นอีกเนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ต้นทุนการขนส่งและต้นทุนน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
หุ้นทั้ง 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคร่วงลง 2.4% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยร่วงลง 2.3%
ส่วนหุ้นรายตัวนั้น หุ้น Nvidia ปรับตัวลง 0.8% แม้มีรายงานว่าทางบริษัทได้รับอนุมัติจากรัฐบาลจีนให้จำหน่ายชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นอันดับสองในประเทศจีน
หุ้น Macy’s ซึ่งเป็นผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า พุ่งขึ้น 4.7% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรรายไตรมาสที่สูงเกินคาด และคาดการณ์ว่าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีศุลกากรไม่มากนักในช่วงครึ่งหลังของปี






