
เกมมหาอำนาจไม่ลงรอย ฉุดตลาดโลกผันผวน นักลงทุนหันซบสินทรัพย์ปลอดภัย
เศรษฐกิจโลกไร้สัญญาณชัด ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ดันบทบาท “ทองคำ” เป็นสินทรัพย์สำคัญในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งและนโยบายที่ไม่สอดคล้องกันของกลุ่มประเทศมหาอำนาจส่งผลให้ตลาดโลกเกิดความผันผวนสูง
- สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย โดยมีทองคำเป็นสินทรัพย์หลักที่ได้รับความสนใจ
- ทองคำถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับประโยชน์จากความไม่ลงรอยของมหาอำนาจ เนื่องจากมีความเป็นกลางและช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน
ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความผันผวน เรามักมองหาสัญญาณบางอย่างที่จะช่วยบอกทิศทางข้างหน้า แต่ปี 2569 นี้โลกไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนให้อีกต่อไป ตัวเลขเศรษฐกิจบางชุดดีขึ้น ขณะที่อีกหลายชุดกลับอ่อนแรง
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ปะทุขึ้นเป็นระยะเหมือนคลื่นใต้น้ำ และนโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจก็เดินไปในทิศทางที่ไม่สอดคล้องกัน เหมือนวงดนตรีที่เล่นคนละจังหวะ
นายวราวุธ เบญจาพุทธารักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด เปิดมุมมองว่า ในสภาพเช่นนี้ ทองคำจึงไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์ปลอดภัย แต่เป็นเหมือน 'ภาษากลาง' ของระบบเศรษฐกิจโลก
เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ขึ้นกับอำนาจของประเทศใดประเทศหนึ่ง และไม่ถูกบิดเบือนด้วยความผันผวนของตลาดการเงินระยะสั้น ทองคำจึงทำหน้าที่คล้ายเสาหลักที่ตั้งมั่นอยู่กลางพายุ ช่วยให้เรามองเห็นทิศทางได้ชัดเจนขึ้น
ตามหลัก Modern Portfolio Theory การมีสินทรัพย์ที่ไม่เคลื่อนไหวตามหุ้นและพันธบัตรจะช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทองคำมีค่าสหสัมพันธ์กับสินทรัพย์หลักใกล้ศูนย์ และในช่วงวิกฤตมักเคลื่อนไหวสวนทาง จึงช่วยให้พอร์ตมีความสมดุลมากขึ้น เหมือนการมีสมาชิกในทีมที่นิ่งพอจะประคองคนอื่นในวันที่สถานการณ์ไม่แน่นอน
แต่สิ่งที่ทำให้ทองคำโดดเด่นในปีนี้ ไม่ได้มาจากทฤษฎีการลงทุนเพียงอย่างเดียว หากมองผ่านกรอบของ Game Theory จะเห็นว่าโลกกำลังอยู่ในเกมที่ผู้เล่นรายใหญ่มีแรงจูงใจต่างกัน เฟดต้องควบคุมเงินเฟ้อโดยไม่ทำให้เศรษฐกิจชะลอเกินไป OPEC ต้องการราคาน้ำมันสูงเพื่อรักษารายได้
ประกอบกับรัฐบาลหลายประเทศต้องการดอกเบี้ยต่ำเพื่อลดภาระหนี้ และธนาคารกลางในตลาดเกิดใหม่กำลังทยอยลดการพึ่งพาดอลลาร์อย่างเงียบๆ เกมนี้ไม่มีผู้เล่นคนใดควบคุมได้ทั้งหมด และเมื่อแรงดึงรั้งสวนทางกันเช่นนี้ ทองคำจึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับประโยชน์จากความไม่ลงรอยของผู้เล่นรายใหญ่
ในเชิง Risk–Return ทองคำอาจไม่ใช่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด แต่เป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน 'คุ้มค่าต่อความเสี่ยง' มากที่สุดในช่วงที่โลกไม่นิ่ง งานวิจัยระดับโลกชี้ว่า ในช่วงที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง ทองคำมักมี Sharpe Ratio สูงขึ้น เพราะราคาของมันตอบสนองต่อความเสี่ยงเชิงระบบได้ดีกว่าสินทรัพย์อื่น เหมือนคนที่ไม่วิ่งเร็วที่สุด แต่เดินได้มั่นคงที่สุดในวันที่พื้นลื่น
และเมื่อมองผ่านแนวคิดของ Knightian Uncertainty ซึ่งอธิบายความเสี่ยงที่ไม่สามารถวัดได้ด้วยตัวเลข เช่น ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนดุลอำนาจโลก หรือความเสี่ยงด้านการคลังของรัฐบาล เราจะเข้าใจว่าทองคำไม่ใช่เพียงสินทรัพย์ แต่เป็น 'หลักประกันต่อความไม่แน่นอน' ที่ไม่มีสินทรัพย์ใดทดแทนได้
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนที่มีเหตุผลที่สุดในวันนี้ จึงไม่ใช่การคาดเดาว่าราคาทองคำจะขึ้นหรือลงในสัปดาห์หน้า แต่คือการจัดพอร์ตให้รองรับโลกที่คาดเดายากขึ้นเรื่อยๆ การถือทองคำเป็นแกนกลางของพอร์ตในสัดส่วนที่เหมาะสม
การสะสมแบบแบ่งชั้นในช่วงที่ราคาย่อตัว และการใช้ทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ ล้วนเป็นกลยุทธ์ที่ตั้งอยู่บนหลักเศรษฐศาสตร์และงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก
ทองคำจึงไม่ใช่สินทรัพย์ที่ต้องถือเพราะความกลัว แต่เป็นสินทรัพย์ที่ควรถือเพราะ 'เหตุผล' ที่ตั้งอยู่บนความจริงของโลกยุคใหม่ และโลกที่ความไม่แน่นอนคือสิ่งเดียวที่แน่นอนที่สุด




