
ราคาทองวันนี้ตลาดโลกพุ่ง 138.40 เหรียญ นักลงทุนคลายกังวลเงินเฟ้อหลังราคาน้ำมันร่วง
ตรวจสอบราคาทองวันนี้ตลาดโลกพุ่ง 138.40 เหรียญ นักลงทุนคลายกังวลเงินเฟ้อหลังราคาน้ำมันร่วง เดหตุทรัมป์ระบุสงครามตะวันออกกลางใกล้สิ้นสุด
KEY
POINTS
- ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งขึ้น 138.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยหลายประการ
- นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ หลังจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างหนัก
- การอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนราคาทองคำให้สูงขึ้น
ราคาทองวันนี้สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์ในวันอังคาร (10 มี.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ และจากการที่นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวลง หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีส่งสัญญาณว่าการทำสงครามกับอิหร่านอาจยุติลงในเร็ววันนี้
ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 138.40 ดอลลาร์ หรือ 2.71% ปิดที่ 5,242.10 ดอลลาร์/ออนซ์
ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.36% และเป็นปัจจัยหนุนตลาด เนื่องจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ทำให้สัญญาทองคำซึ่งกำหนดราคาเป็นดอลลาร์นั้น มีราคาที่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนที่ถือครองสกุลเงินอื่น ๆ
ราคาน้ำมันร่วงลงอย่างหนักในวันอังคาร หลังจากทรัมป์กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวว่า การทำสงครามกับอิหร่านจะยุติลงในเร็ว ๆ นี้
และยังกล่าวด้วยว่า สงครามมีความรุดหน้าอย่างมาก เมื่อเทียบกับกรอบเวลาเดิมที่เขาเคยประมาณการไว้ที่ 4 - 5 สัปดาห์
ราคาน้ำมันยังปรับตัวลงหลังจากคริส ไรท์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า กองทัพอเมริกันได้อำนวยความสะดวกในการจัดการส่งน้ำมันออกจากช่องแคบฮอร์มุซ และให้การคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบแห่งนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าน้ำมันยังคงไหลเข้าสู่ตลาดโลก
การที่ราคาน้ำมันคลายความร้อนแรงลงได้ช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันทะยานขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าจะทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้น และอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI), ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 4/2568 และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE)

