
‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 34.29 จุด นักลงทุนวิตกกังวลวิกฤตตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจ
ดัชนี ‘ดาวโจนส์’ ปิดลบ 34.29 จุด เหตุนักลงทุนวิตกกังวลวิกฤตตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจ แม้จะได้รับแรงหนุนจากความหวังสงครามใกล้ยุติ
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดในแดนลบ เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
- ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน เป็นปัจจัยหลักที่สร้างความกังวลให้นักลงทุน
- นักลงทุนหวั่นว่าวิกฤตการณ์ดังกล่าวจะผลักดันให้ราคาพลังงานสูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและเงินเฟ้อสูง (Stagflation)
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (10 มี.ค.) หลังจากที่นักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง
และความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น (Stagflation)
แม้ว่าในช่วงแรกตลาดจะได้แรงหนุนจากความหวังที่ว่าสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่านอาจใกล้ยุติลง
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 47,706.51 จุด ลดลง 34.29 จุด หรือ -0.07%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,781.48 จุด ลดลง 14.51 จุด หรือ -0.21%
- ดัชนีดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,697.10 จุด เพิ่มขึ้น 1.16 จุด หรือ +0.01%
โดยช่วงแรกตลาดดีดตัวขึ้นหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระบุว่า การทำสงครามกับอิหร่านจะยุติลงในเร็ว ๆ นี้ แต่นักลงทุนลดความคาดหวังในเรื่องดังกล่าว หลังจากทรัมป์ได้แสดงปฏิกิริยาต่อการที่อิหร่านวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยการขู่ว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรง และเรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนนโดยสิ้นเชิง
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ประกาศว่าจะไม่ยอมให้น้ำมันออกจากตะวันออกกลางจนกว่าการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลจะยุติลง ซึ่งท่าทีดังกล่าวทำให้ทรัมป์ออกมาตอบโต้ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า หากอิหร่านทำสิ่งใดก็ตามที่ขัดขวางการลำเลียงน้ำมันภายในช่องแคบฮอร์มุซ พวกเขาจะถูกสหรัฐฯ โจมตีหนักกว่าเดิมยี่สิบเท่า เมื่อเทียบกับที่พวกเขาเคยโดนโจมตีมาจนถึงตอนนี้
พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วง โดยจะส่งเครื่องบินขับไล่จำนวนมากที่สุด เครื่องบินทิ้งระเบิดมากที่สุด และทำการโจมตีอิหร่านมากที่สุดเพื่อกดดันให้บรรลุเป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่ ทำลายคลังขีปนาวุธของอิหร่านและความสามารถในการผลิตขีปนาวุธ, ทำลายกองทัพเรือของอิหร่าน และไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างถาวร
นักลงทุนวิตกกังวลว่า สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางจะผลักดันให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นและบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจ จนทำให้เศรษฐกิจเผชิญกับภาวะ Stagflation
หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลง 1.32% และกลุ่มเฮลธ์แคร์ปรับตัวลง 0.73% ส่วนหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารและกลุ่มเทคโนโลยี ดีดตัวขึ้น 0.26% และ 0.1%
หุ้นกลุ่มบริษัทผลิตชิปปรับตัวขึ้น โดยหุ้น Nvidia บวก 1.2% ขณะที่หุ้น SanDisk พุ่งขึ้น 5.1% และหุ้น Western Digital ปรับตัวขึ้น 1.6%
สวนทางกับหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และการบริการซอฟต์แวร์ในดัชนี S&P500 ที่ร่วงลง 1.7%
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐฯ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองเพิ่มขึ้น 1.7% สู่ระดับ 4.09 ล้านยูนิตในเดือนก.พ. เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.89 ล้านยูนิต แต่เมื่อเทียบรายปี ยอดขายบ้านลดลง 1.4% ในเดือนก.พ.
ขณะที่ อโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15,500 ตำแหน่งต่อสัปดาห์ในช่วง 4 สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 21 ก.พ.
นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI), ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 4/2568 และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE)
กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ จะเปิดเผยดัชนี CPI ประจำเดือนก.พ.ในวันนี้

