thansettakij
thansettakij
เงินเฟ้อไทยปี 69 เสี่ยงหลุดกรอบล่าง! จี้รื้อตะกร้า CPI ไม่สะท้อนค่าครองชีพ

เงินเฟ้อไทยปี 69 เสี่ยงหลุดกรอบล่าง! จี้รื้อตะกร้า CPI ไม่สะท้อนค่าครองชีพ

05 มี.ค. 2569 | 09:01 น.
อัปเดตล่าสุด :05 มี.ค. 2569 | 09:15 น.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ เงินเฟ้อไทยปี 69 โตต่ำ 0.2-0.4% เสี่ยงหลุดกรอบล่าง พร้อมชี้ปม 'ตะกร้าเงินเฟ้อไทย' ไม่ได้ปรับปรุงนานนับ 10 ปี ตัวเลขไม่สะท้อนค่าครองชีพคนเมือง

จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า เงินเฟ้อไทยที่ติดลบต่อเนื่อง 11 เดือนนั้น มีสาเหตุหลักมาจากมาตรการภาครัฐที่ช่วยตรึงราคาพลังงานและค่าไฟฟ้า รวมถึงราคาอาหารสดบางรายการที่ลดลงจากอุปทานล้นตลาด แม้ว่า สนค. จะยังคงกรอบคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2569 ไว้ที่ 1-3%

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กลับมองต่างออกไปโดยประเมินว่าเงินเฟ้อทั้งปีจะขยายตัวได้น้อยมากเพียง 0.2% - 0.4% เท่านั้น ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะหลุดกรอบเป้าหมายล่างที่ 1% ของธนาคารแห่งประเทศไทย

"สถานการณ์เงินเฟ้อติดลบที่ยาวนานนี้เกิดจากแรงซื้อในระบบที่ไม่มี ผสมผสานกับมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐที่ไปกดตัวเลขไว้ ส่วนกรณีความกังวลเรื่องสงครามในตะวันออกกลางจะดันราคาน้ำมันจนเงินเฟ้อพุ่งไปถึง 3% ตามฉากทัศน์ของภาครัฐนั้น"

บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

นายบุรินทร์มองว่าเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้น (Short-term spike) โดยคาดว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อเกิน 3 เดือน และราคาน้ำมันจะขึ้นไปพีคที่ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนจะปรับตัวลงมาสู่ระดับ 60 ดอลลาร์ เนื่องจากกำลังการผลิตน้ำมันและก๊าซทั่วโลกยังมีอยู่มาก

ทำไมเงินเฟ้อต่ำแต่คนรู้สึก "ของแพง"

ประเด็นที่น่าสนใจจากการสัมภาษณ์คือการไขคำตอบว่าเหตุใดตัวเลขเงินเฟ้อจึงสวนทางกับความจริง นายบุรินทร์ อธิบายถึงปรากฏการณ์ "Sticky Prices" หรือราคาสินค้าที่ขึ้นแล้วไม่ยอมลง โดยเปรียบเทียบว่าหากราคากาแฟพุ่งจาก 50 บาท ไปเป็น 100 บาท แล้วค้างอยู่ที่ราคาเดิม อัตราเงินเฟ้อจะกลายเป็น 0% ทันทีเพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลง

"ในความรู้สึกของประชาชน สินค้าไม่ได้ถูกลงเลย พวกเขายังต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นไปแล้วนั่นเอง"

นอกจากนี้ นายบุรินทร์ยังตั้งข้อสังเกตว่า "ตะกร้าเงินเฟ้อ (CPI Basket)" ของไทยอาจไม่ได้ปรับปรุงมานานกว่า 10 ปีแล้ว ทำให้ค่าน้ำหนักของสินค้าและบริการไม่สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน เช่น ค่าเดินทางที่ในตะกร้าให้น้ำหนักเพียง 1.6% ซึ่งในความเป็นจริงคนเมืองอาจต้องเสียค่ารถไฟฟ้าวันละหลายร้อยบาท หรือสินค้าในกลุ่ม Digital Services และ Subscription ต่าง ๆ (เช่น Netflix, Spotify) รวมถึงค่าบริการแอปพลิเคชันอย่าง Grab ที่คนยุคนี้ใช้เป็นประจำแต่กลับไม่มีน้ำหนักเพียงพอในตะกร้า

แนะแยกตะกร้า "คนเมือง-คนชนบท"

เพื่อแก้ปัญหาการวัดค่าครองชีพที่บิดเบือน นายบุรินทร์เสนอให้มีการปรับปรุงวิธีการวัดเงินเฟ้อให้ละเอียดขึ้น โดยแยกตะกร้าสินค้าระหว่าง "คนในเมือง" และ "คนในชนบท"

เนื่องจากลักษณะการใช้ชีวิตและรายจ่ายมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การรวมตัวเลขเป็นก้อนเดียวจึงไม่สามารถสะท้อนความเหลื่อมล้ำและค่าครองชีพที่แท้จริงได้ อีกทั้งยังควรให้ความสำคัญกับดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ปัจจุบันของจากจีนเข้ามาตีตลาดจนทำให้ PPI ของจีนติดลบต่อเนื่อง 4 ปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าในไทยเช่นกัน

ในส่วนของปัจจัยต่างประเทศ นายบุรินทร์ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยคาดการณ์ว่าอาจจะเผชิญกับภาวะ "Lame Duck" (ผู้นำที่ไร้อำนาจ) หลังการเลือกตั้ง Midterm หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงในสภาได้ ซึ่งจะทำให้นโยบายเศรษฐกิจและการค้าที่ดุดันของทรัมป์ถูกสกัดกั้นและบริหารงานได้ยากลำบากขึ้นอย่างมาก ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลกและปัญหาการบริหารภายในประเทศที่เริ่มส่งผลกระทบต่อความนิยมของเขา