

KEY
POINTS
นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาทองคำในช่วงตรุษจีนยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ 4,800-5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คิดเป็นราคาทองไทยประมาณ 71,300-77,240 บาท (อิงอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่ 31.25 บาท) จากแรงซื้อกลับเข้ามาหลังราคาปรับตัวลงแรง
แม้ยังมีปัจจัยกดดันจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลต่อการเปลี่ยนตัวประธานเฟดคนใหม่ "เควิน วอร์ช" ที่อาจใช้นโยบายการเงินเข้มงวด ทำให้เฟดชะลอการปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้
ส่วนกลยุทธ์การลงทุนหลังราคาปรับตัวลงแรงกว่า 21% แนะนำการลงทุนในระยะสั้นเก็งกำไรในกรอบ 4,800-5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคายังไม่สามารถผ่านแนวต้าน 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้
ขณะที่ในระยะยาวหากว่าราคาหลุดแนวรับ 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง มีโอกาสพักฐานใหญ่ โดยควรรอซื้อในกรอบ 3,900-4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองไทยที่ประมาณ 57,930-65,360 บาท
โดยปัจจัยเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม ได้แก่ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าจากมาตรการควบคุมการซื้อขายทองคำออนไลน์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นบวกต่อราคาทองคำไทย ขณะที่ดอกเบี้ยสหรัฐฯ คาดว่าจะทรงตัวที่ระดับ 3.25-3.50% และปรับลดเพียง 2.25% กลางปี
ส่วนเงินเฟ้อสหรัฐฯ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 2.7-3.0% สูงกว่าเป้าหมาย 2% จากภาษีการค้าและต้นทุนสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น
ด้าน นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD กล่าวว่า แนวโน้มราคาทองคำในช่วงเทศกาลตรุษจีนกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง หลังจากพักฐานในช่วงที่ผ่านมา จากความต้องการทองคำเพื่อออมและมอบเป็นของขวัญมักเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยในบางปีราคาทองคำปรับตัวขึ้นสูงสุดกว่า 6.40% ภายใน 1 เดือนหลังเทศกาลตรุษจีน ทั้งนี้ ทางฝ่ายเชื่อว่าราคาทองตั้งแต่ช่วงตรุษจีนไปจนถึงไตรมาส 2 เป็นจังหวะที่เหมาะสมในการทยอยเก็บสะสม
โดยมองแนวรับสำคัญหลักๆคือ 4,600 และ 4,420 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งที่ระดับราคาดังกล่าวประเมินเป็นราคาทองคำไทยไว้เบื้องต้นที่ 68,000-65,000 บาท ขณะที่แนวต้านสำคัญคือ 5,400 และ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามลำดับ โดยประเมินเป็นราคาทองคำไทยไว้ที่ 79,000 และ 86,000 บาท
ทั้งนี้ ระดับราคา 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะมีความเป็นไปได้มากขึ้นก็ต่อเมื่อเกิดปัจจัยเร่ง เช่น เฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยมากกว่าคาด ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่อง หรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยกระดับความรุนแรงขึ้น จนกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญ