

KEY
POINTS
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งทะลุระดับสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์เหนือ 50,000 จุดในวันศุกร์ (6 ก.พ.)
ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดทะยานขึ้น หลังหุ้น Nvidia และหุ้นบริษัทผลิตชิปอื่น ๆ พุ่งขึ้น
ส่วนหุ้น Amazon ร่วงลงภายหลังบริษัทที่ดำเนินธุรกิจคลาวด์รายใหญ่แห่งนี้คาดการณ์ว่า การใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 2.5% ขณะที่ S&P500 ลดลง 0.1% และ Nasdaq ร่วงลง 1.9%
หุ้น Amazon ร่วงลง 5.6% สวนทางตลาด หลังบริษัทระบุว่ามีแผนเพิ่มรายจ่ายด้านการลงทุนในปีนี้มากกว่า 50% ซึ่งยิ่งเร่งการแข่งขันเพื่อครองความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี AI และเกิดขึ้นหลังจาก Alphabet เพิ่งประกาศในทิศทางเดียวกันเมื่อวันพุธ
อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มชิปปรับตัวขึ้นจากความคาดหวังว่าจะได้ประโยชน์จากการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในศูนย์ข้อมูล AI ของ Amazon และ Alphabet
หุ้น Nvidia ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในโลก พุ่งขึ้น 7.8%
ด้านหุ้น Advanced Micro Devices พุ่งขึ้น 8.3% และหุ้น Broadcom ทะยานขึ้น 7.1% ส่วนดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปิดบวก 5.7%
ขณะที่ดัชนี S&P500 กลุ่มซอฟต์แวร์และบริการ เพิ่มขึ้น 2.4% และยุติการปรับตัวลงติดต่อกัน 7 วัน แม้ยังเผชิญการปรับตัวลงรายสัปดาห์ราว 8% ซึ่งเป็นผลงานรายสัปดาห์ที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2563
ในหุ้น 11 กลุ่มอุตสาหกรรมของดัชนี S&P500 นั้น มี 9 กลุ่มที่ปรับตัวขึ้น นำโดยกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศที่พุ่งขึ้น 4.1% ตามด้วยกลุ่มอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น 2.84%
ดัชนีความผันผวน (CBOE volatility index) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความวิตกของตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ปรับตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 วัน
ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า บริษัทในดัชนี S&P500 มากกว่าครึ่งหนึ่งได้รายงานผลประกอบการรายไตรมาสแล้ว โดยราว 80% ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่ประมาณ 67%
หุ้น Roblox พุ่งขึ้นเกือบ 10% หลังแพลตฟอร์มวิดีโอเกมดังกล่าวคาดการณ์ยอดใช้จ่ายของผู้เล่นสำหรับปีงบประมาณ 2569 สูงกว่าประมาณการ
หุ้น Molina Healthcare ร่วงลง 25.5% หลังบริษัทประกันสุขภาพแห่งนี้คาดการณ์กำไรปี 2569 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้มากกว่าครึ่งหนึ่ง