

KEY
POINTS
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี (29 ม.ค.)
ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ต่างก็ปิดในแดนลบ เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหลังจากบริษัท Microsoft เปิดเผยรายได้จากธุรกิจคลาวด์ที่ต่ำกว่าคาด
และทำให้ตลาดวิตกกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่เข้าไปลงทุนมูลค่ามหาศาลในธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) นั้น อาจได้ผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่ามากพอ
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี S&P500 ปรับตัวลงมากที่สุด โดยร่วงลง 1.86% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยลดลง 0.64%
ส่วนหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยพุ่งขึ้น 2.92% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ดีดตัวขึ้น 1.42%
Microsoft เปิดเผยรายได้จากธุรกิจ Azure ซึ่งเป็นบริการคลาวด์ของบริษัท เพิ่มขึ้น 39% ในไตรมาส 2 ของปีงบการเงิน 2569 ชะลอตัวลงจากไตรมาสแรกที่เพิ่มขึ้น 40% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 39.4% ซึ่งส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลว่าการที่ Microsoft ทุ่มเงินลงทุนจำนวนมหาศาลในบริษัท OpenAI นั้น อาจไม่ได้สร้างผลตอบแทนได้เร็วพอ
หุ้น Microsoft ร่วงลง 10% ซึ่งเป็นการดิ่งลงในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2563 ส่งผลให้มูลค่าตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ของบริษัทลดลง 3.57 แสนล้านดอลลาร์ มาอยู่ที่ระดับ 3.22 ล้านล้านดอลลาร์
โดยผลประกอบการที่น่าผิดหวังของ Microsoft เป็นปัจจัยกดดันดัชนี S&P500 ขณะที่หุ้นบริษัทซอฟต์แวร์รายอื่น ๆ ร่วงลงเช่นกัน หุ้น SAP ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีของเยอรมนีและจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ร่วงลง 15% หลังจากบริษัทเปิดเผยแนวโน้มธุรกิจคลาวด์ที่ซบเซา และหุ้น ServiceNow ร่วงลง 9.9% หลังบริษัทรายงานผลประกอบการที่อ่อนแอลง
ส่วนหุ้นบริษัทซอฟต์แวร์รายอื่น ๆ ที่ถูกเทขายนั้น รวมถึงหุ้น Salesforce ร่วงลง 6%, หุ้น Oracle ลดลง 2.2% ,หุ้น Adobe ปรับตัวลง 2.6% และหุ้น Datadog ซึ่งบริษัทรักษาความปลอดภัยบนระบบคลาวด์ ดิ่งลง 8.8%
หุ้น Tesla ร่วงลง 3.4% หลังจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายนี้ประกาศแผนเพิ่มการใช้จ่ายด้านการลงทุนสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์