thansettakij
thansettakij
ความเชื่อมั่นภาคอุตฯฟื้นตัว ได้แรงหนุนลงทุนภาครัฐมียอดคำสั่งซื้อกลับเข้ามา

ความเชื่อมั่นภาคอุตฯฟื้นตัว ได้แรงหนุนลงทุนภาครัฐมียอดคำสั่งซื้อกลับเข้ามา

23 มิ.ย. 59 | 05:00 น.
อัปเดตล่าสุด :23 มิ.ย. 59 | 11:32 น.
ภาคการผลิตอุตสาหกรรม ความเชื่อมั่นกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง หลังดัชนีลดลงติดต่อกัน 3 เดือน ชี้มีปัจจัยจากการลงทุนของภาครัฐ ส่งผลต่อการขยายการลงทุน ปัญหาภัยแล้งคลี่คลาย คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้ามียอดคำสั่งซื้อกลับเข้ามา การบริโภคในประเทศดีขึ้น แต่ยังห่วงอุตสาหกรรมขนาดย่อมยังเหนื่อย ออร์เดอร์หาย คาดส่งออกทั้งปีโตทรงตัว 0%

[caption id="attachment_64766" align="aligncenter" width="700"] ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ม.ค.-พ.ค. 59 และคาดการณ์ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ม.ค.-พ.ค. 59 และคาดการณ์[/caption]

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทยในเดือนพฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา พบว่า ความเชื่อมั่นภาคการผลิตอุตสาหกรรมกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง เป็นสัญญาณชี้ให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจเริ่มมีการฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 98.7 หลังจากคาดการณ์ปรับตัวลดลงติดต่อกันมา3 เดือน(ก.พ.-เม.ย.) เนื่องจากผู้ประกอบการเห็นว่า การลงทุนของภาครัฐที่ผ่านมา โดยเฉพาะการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน จะส่งผลดีต่อการขยายการลงทุนของผู้ประกอบการในอนาคต ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปได้

ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมได้เห็นสัญญาณที่ดีขึ้นตั้งแต่ในเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 86.4 จากเดือนเมษายน ที่อยู่ในระดับ 85 มีปัจจัยมาจากผู้ประกอบการมีความกังวลต่อปัญหาภัยแล้งลดลง หลังจากที่เริ่มมีฝนตก ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรประกอบกับเดือนดังกล่าว เป็นช่วงเปิดภาคเรียนของสถานศึกษา ทำให้มีคำสั่งซื้อและยอดขายในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเพิ่มขึ้น

อีกทั้ง ผู้ประกอบการเห็นว่า นโยบายส่งเสริมและยกระดับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพของภาครัฐ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์ เครื่องมือแพทย์ครบวงจร และอิเล็กทรอนิกส์

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่พึ่งการทำตลาดภายในประเทศ เห็นว่าการบริโภคภายในประเทศเริ่มดีขึ้น มีการใช้จ่ายช่วยกระตุ้นยอดการผลิต โดยดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 99.8 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายนอยู่ที่ 98.5 ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากเดือนพฤษภาคม ที่ยอดขายหรือคำสั่งซื้อดีขึ้น ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวมาอยู่ที่ 86 จากเดือนเมษายนอยู่ที่ระดับ 83.6 โดยได้รับอานิสงส์จากอุตสาหกรรมพลาสติก อุตสาหกรรมหลังคาและอุปกรณ์ เป็นต้น

โดยเฉพาะความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ภายในประเทศปรับตัวดีขึ้นจากเดือนเมษายน ที่ความต้องการติดลบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 3.8 % ได้กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้ยอดการใช้ปูนซีเมนต์ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 12 ล้านตัน จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 11.69 ล้านตัน ซึ่งคาดการณ์ว่ายอดการใช้ทั้งปีนี้น่าจะเติบโตได้ถึง 2.6%

นายเจน กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ยังมีความเป็นห่วงในกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดย่อม ยังได้รับแรงกดดันจากยอดขายในประเทศปรับตัวลดลง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 93.9 จากเดือนเมษายนอยู่ที่ระดับ 95.5 สอดคล้องกับความเชื่อมั่นในเดือนพฤษภาคมก็ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 74.8 จากเดือนเมษายนอยู่ที่ 75.7 ที่เป็นผลมาจากอุตสาหกรรมเซรามิก อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร และซอฟต์แวร์สำเร็จรูป มียอดขายในประเทศลดลง

ทั้งนี้ หากพิจารณาภาพรวมทั้งปีแล้ว คาดว่า หลังจากนี้ไปความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรม น่าจะปรับตัวดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะต้องรอดูผลการสำรวจในเดือนมิถุนายนนี้อีกครั้ง ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะยอดการส่งออกรถยนต์ที่เพิ่มมากขึ้นน่าจะเป็นตัวช่วยให้ภาวะภาคการผลิตปรับตัวดีขึ้นได้

อีกทั้ง มองว่า แม้ผลการลงประชามติออกมาให้อังกฤษออกมาจากสหภาพยุโรป ก็จะมีผลกระทบเพียงระยะสั้นเท่านั้น และมีผลกระทบทางอ้อมต่อประเทศไทย ที่จะส่งผลให้ค่าเงินต่างๆ มีความผันผวนบ้าง ในขณะที่ผลกระทบของการส่งออกก็มีไม่มาก เพราะส่งออกไปเพียง 1.8-2% เท่านั้น

ขณะที่นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การส่งออกหลังจากนี้ไปน่าจะปรับตัวดีขึ้น หลังจากเดือนเมษายนติดลบ 8 % เนื่องจากได้อานิสงส์จากปริมาณและมูลค่าการส่งออกรถยนต์ในเดือนพฤษภาคมที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งจะทำให้การส่งออกรวมเดือนนี้ติดลบเหลือแค่ 5 % ในขณะที่ 4 เดือนแรกของปีนี้ติดลบ 1.24 % ดังนั้น มองว่าเฉลี่ยครึ่งปีแรกการส่งออกน่าจะติดลบ 2 % และในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะเป็นบวกที่ 2 % เฉลี่ยทั้งปีทรงตัวที่ 0 %

Photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,168 วันที่ 23 - 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market