
ธุรกิจครอบครัวไทยยังคงมีบทบาทสำคัญและถือเป็น “เสาหลัก” ของตลาดทุนไทย จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ครอบครัวผู้ประกอบการยังคงเป็นเจ้าของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีสัดส่วนสูงทั้งด้านจำนวน มูลค่าตลาด กำไร และการจ้างงาน ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์เดินหน้าเร่งสร้างระบบนิเวศใหม่ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจครอบครัวก้าวสู่ความยั่งยืนและแข่งขันในระดับสากลได้
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ณ เดือนมิถุนายน 2568 มีบริษัทจดทะเบียนที่เข้าข่ายธุรกิจครอบครัว หรือมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นที่เป็นสมาชิกครอบครัวเกิน 30% มากถึง 646 บริษัท จากทั้งหมดกว่า 800 บริษัท คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 76%
ในเชิงมูลค่าตลาด (Market Capitalization) ธุรกิจครอบครัวมีมูลค่ารวมถึง 6.11 ล้านล้านบาท หรือราว 48% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด สะท้อนพลังที่ไม่อาจมองข้ามในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
ข้อมูลเพิ่มเติมยังชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจครอบครัวสร้าง 53% ของกำไรรวมของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด และมีสถิติการจ่ายเงินปันผลที่สูงและต่อเนื่อง เนื่องจากเจ้าของหุ้นใหญ่ที่เป็นครอบครัวต้องการกระจายผลตอบแทนกลับสู่ผู้ถือหุ้น
ในด้านแรงงาน ธุรกิจครอบครัวจ้างพนักงานรวมกว่า 1.48 ล้านตำแหน่ง คิดเป็น 74% ของการจ้างงานในบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด นับเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจและสร้างรายได้แก่ครัวเรือนทั่วประเทศ
แม้จะเป็นกำลังหลักของตลาดทุน แต่ธุรกิจครอบครัวหลายแห่งยังไม่พร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยมีข้อกังวลทั้งเรื่องต้นทุนการจดทะเบียน การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ความเสี่ยงต่อการสูญเสียอำนาจควบคุม และการถูกเทกโอเวอร์
ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มองว่า เหตุผลเหล่านี้ไม่ควรเป็นอุปสรรค เพราะการเข้าตลาดหลักทรัพย์จะสร้างความยั่งยืน ช่วยหาผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาเสริมทัพ และเปิดโอกาสให้ธุรกิจรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า “ตลาดทุนไม่เพียงเป็นแหล่งระดมทุน แต่ยังเป็นเครื่องมือป้องกันความขัดแย้งในครอบครัว และช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ” ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์กล่าว
พร้อมอธิบายต่อไปว่าตอนที่ตนเริ่มทำงานด้านนี้ใหม่ ๆ ประเทศไทยแทบไม่มีการศึกษาเรื่องธุรกิจครอบครัวเลย แต่วันนี้เรามีการจัดการประชุม มีศูนย์วิชาการ มีผู้เชี่ยวชาญเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ถือเป็นพัฒนาการที่ก้าวหน้าอย่างยิ่ง
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ได้นำเสนอ “6 สูตรสำเร็จ ธุรกิจครอบครัวยั่งยืน” ผ่านหนังสือ สูตรสำเร็จ ธุรกิจครอบครัวไทยเพื่อความยั่งยืน
ได้แก่
ต้องจัดโครงสร้างผู้ถือหุ้นและบริษัทให้ชัดเจน เช่น จัดตั้ง Holding Company ใครถือหุ้นเท่าไร
กำหนดชัดเจนเรื่องการแบ่งหุ้น เงินเดือน โบนัส ให้ลูกหลานอยากสืบทอดธุรกิจ
ธุรกิจครอบครัวมักล้มเหลวเพราะไม่สื่อสารกันจริง ๆ มักจะเป็นการสั่งมากกว่าการคุย ต้องเปิดใจคุย ฟังกัน
ทุกครอบครัวมีความขัดแย้ง ต้องหาวิธีจัดการ เช่น ประชุมพูดคุย จัดทำสัญญาผู้ถือหุ้น ธรรมนูญครอบครัว พินัยกรรม
แม้มีกฎหมายหรือสัญญา แต่ถ้าไม่มีความรัก ความเอื้ออาทร ก็ยังเกิดการฟ้องร้องได้
ถ้าครอบครัวไม่ปรับตัว ไม่ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลง เช่น เทคโนโลยี AI ก็จะถึงจุดจบของธุรกิจ