thansettakij
thansettakij
เงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 27เม.ย.ที่ระดับ  34.13 บาทต่อดอลลาร์

เงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 27เม.ย.ที่ระดับ 34.13 บาทต่อดอลลาร์

27 เม.ย. 66 | 00:46 น.
อัปเดตล่าสุด :27 เม.ย. 66 | 01:42 น.

เงินบาทอาจเริ่มชะลอการแข็งค่าลง โซนแนวรับสำคัญแถว 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ควรระวังดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าช่วงตลาดรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ

ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ 27เมษายน2566ที่ระดับ  34.13 บาทต่อดอลลาร์ "แข็งค่าขึ้น”จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ  34.20 บาทต่อดอลลาร์

 นายพูน  พานิชพิบูลย์   นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน  ธนาคารกรุงไทยระบุว่าแนวโน้มค่าเงินบาท ในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์
 รวมถึงโฟลว์ธุรกรรมขายทำกำไรทองคำในจังหวะที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบโซนแนวต้าน

ส่วนในวันนี้ เราประเมินว่า แม้เงินบาทอาจยังมีโมเมนตัมการแข็งค่าอยู่บ้าง แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจเริ่มชะลอลง โดยเราประเมินโซนแนวรับสำคัญแถว 34.00  บาทต่อดอลลาร์ หลังจากเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในช่วงวันก่อนหน้า หลังข้อมูลยอดการส่งออกของไทยและ

ดุลการค้าในเดือนมีนาคมออกมาดีเกินคาดไปมาก นอกจากนี้ เรามองว่า ปัจจัยกดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่า อาทิ โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติและโฟลว์ซื้อเงินดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนของผู้นำเข้าก็ยังคงมีอยู่บ้าง

อย่างไรก็ดี ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าได้บ้างจากฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเราเริ่มเห็นการกลับเข้ามาซื้อสินทรัพย์ไทย ทั้งหุ้นและบอนด์ในสัปดาห์นี้ แม้ว่ายอดฟันด์โฟลว์อาจไม่ได้สูงมาก แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่า นักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการเทขายสินทรัพย์ไทย 

อนึ่ง ควรระวังความผันผวนในตลาดการเงิน ช่วงผู้เล่นในตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ซึ่งหากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด เงินดอลลาร์ก็มีโอกาสปรับตัวแข็งค่าขึ้นได้บ้าง (แต่โซนแนวต้านของดัชนีเงินดอลลาร์ DXY ก็อาจอยู่ในช่วง 101.8-102 จุด) 
 
ในช่วงนี้ เราคงมองว่า ความผันผวนของตลาดการเงินยังอยู่ในระดับสูงทำให้เรามองว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
 
มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.00-34.30 บาท/ดอลลาร์

รายงานผลประกอบการที่ดีกว่าคาดของบริษัท Microsoft +7.2% โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจ Cloud ได้ช่วยหนุนให้หุ้นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ Cloud อื่นๆ ต่างปรับตัวสูงขึ้น เช่น Nvidia +2.7%, Amazon +2.4% 

ทำให้โดยรวมหุ้นกลุ่มเทคฯ ส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นได้ดีและทำให้ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.47% อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่ต่างยังคงกังวลต่อแนวโน้มการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ความกังวลต่อปัญหาสภาพคล่องของธนาคารขนาดเล็ก-กลาง 

รวมถึง ความวุ่นวายการเมืองสหรัฐฯ จากการเจรจาต่อรองปรับเพดานหนี้ (Debt Ceiling) ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงทยอยลดความเสี่ยงลง กดดันให้ ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.38%
 
ทางด้านตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวลดลงกว่า -0.83% กดดันโดยการปรับตัวลดลงแรงของหุ้นกลุ่ม Healthcare (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทยารายใหญ่ของโลก) 

อาทิ Novo Nordisk -3.8%, AstraZeneca -3.7% หลังสหภาพยุโรปได้เปิดเผยร่างข้อเสนอในการปฏิรูปอุตสาหกรรมยาของยุโรป นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังถูกกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่มแบรนด์เนม (Dior -2.5%, Hermes -1.6%) 

หลังผู้เล่นในตลาดยังคงไม่มั่นใจแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน (สอดคล้องกับภาพการปรับตัวลดลงของดัชนีตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงในระยะนี้)
 
ในฝั่งตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ sideways โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้างตามความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้นเล็กน้อย หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังคงต้องการถือเงินดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ในช่วงตลาดผันผวน


 ทำให้ล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) แกว่งตัวแถวระดับ 101.4 จุด ส่วนในฝั่งราคาทองคำ แม้ว่าจะได้แรงหนุนจากความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาด จนราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย.) สามารถปรับตัวขึ้นทดสอบสู่โซนแนวต้านแถว 2,020 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง

 แต่ทว่า ราคาทองคำก็ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นทะลุโซนดังกล่าวได้ และเผชิญแรงขายทำกำไร รวมถึงการรีบาวด์แข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ กดดันให้ราคาทองคำย่อตัวลงกลับสู่โซนแนวรับ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเราคาดว่าราคาทองคำจะแกว่งตัวในกรอบ sideways ไปจนกว่าตลาดจะรับรู้ผลการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้าถึงจะเริ่มเห็นการเคลื่อนไหวที่ชัดเจน
 
สำหรับวันนี้ ไฮไลท์ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น คือ รายงาน GDP ไตรมาสแรกในปีนี้ของสหรัฐฯ และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims)


 โดยบรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนจากตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง ทำให้การบริโภค โดยเฉพาะในส่วนภาคการบริการยังคงขยายตัวได้ดี ทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีนี้อาจโต +2.0% จากไตรมาสก่อนหน้าเมื่อเทียบเป็นรายปี 

ซึ่งก็เป็นการชะลอลงบ้าง ตามแรงกดดันจากการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องของเฟดและภาวะเงินเฟ้อสูง (เศรษฐกิจโตกว่า +2.6% ในไตรมาสที่ 4 ของปีก่อนหน้า) อย่างไรก็ดี แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ 

โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับภาคการบริการและการบริโภคอาจเริ่มชะลอตัวลงมากขึ้นได้ สะท้อนผ่าน ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ส่งสัญญาณชะลอลง ชี้จากยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรกและการว่างงานต่อเนื่อง (Initial & Continuing Jobless Claims) ที่อาจทยอยปรับตัวขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า
 
และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานผลประกอบการและคาดการณ์ผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะบริษัทเทคฯ ใหญ่ อย่าง Amazon และ Intel

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเงินบาทแข็งค่าผ่านแนว 34.10 มาปรับตัวอยู่ที่ระดับ 34.07-34.09 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (8.40 น.) แข็งค่าต่อเนื่องจากระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 34.21 บาทต่อดอลลาร์ฯ

โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้น สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่เผชิญแรงกดดันจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาอ่อนแอกว่าที่คาด โดยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐาน (ไม่รวมสินค้าด้านอาวุธ และเครื่องบิน) ซึ่งเป็นเครื่องชี้แผนการใช้จ่ายของภาคธุรกิจ ลดลง 0.4% ในเดือนมี.ค. (ตลาดคาด -0.1%) ต่อเนื่องจากที่ลดลง 0.7% ในเดือนก.พ.

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้คาดไว้ที่ 34.00-34.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางเงินทุนต่างชาติและสกุลเงินเอเชีย ข้อมูลกำไรภาคอุตสาหกรรมเดือนมี.ค. ของจีน กระบวนการเดินเรื่องกฎหมายเพดานหนี้ของสหรัฐฯ รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/2566 และยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายเดือนมี.ค.