
‘เครือเอสซีจี’รุกธุรกิจอาร์ดีเอฟ มองเห็นโอกาสต่อยอดโรงไฟฟ้า
เอสซีไออีโค่เครือเอสซีจี กำเม็ดเงินลงทุน 5 ปี กว่า 3 พันล้านบาท ลุยโรงงานผลิตเชื้อเพลิงอาร์ดีเอฟเพิ่มเป็น 5 แสนตันต่อปี ใช้ทดแทนถ่านหินในโรงงานปูนซีเมนต์ พร้อมต่อยอดเข้าสู่ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนและกากอุตสาหกรรมเต็มตัว เตรียมเสนอบอร์ดเห็นชอบโครงสร้างธุรกิจใหม่ในต้นปีหน้า
นายอัมพันธุ์ ศรีชู รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส จำกัด (เอสซีไออีโค่) ในเครือเอสซีจี เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้บริษัท มีแผนที่จะเข้าไปลงทุนในธุรกิจการผลิตเชื้อเพลิงแข็งจากขยะมูลฝอยชุมชนหรืออาร์ดีเอฟ (Refused Derived Fuel )เพิ่มมากขึ้น โดยจะเข้าไปสนับสนุนการตั้งโรงงานคัดแยกขยะมูลฝอยชุมชนในจังหวัดต่างๆ เพื่อมาผลิตเป็นอาร์ดีเอฟใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนการใช้ถ่านหินในโรงงานปูนซีเมนต์ของเอสซีจี จากปัจจุบันบริษัทได้ผลิตอาร์ดีเอฟแล้ว 3 แห่ง ในพื้นที่อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก และอำเมือง จังหวัดพัทลุง และส่งอาร์ดีเอฟป้อนให้กับโรงงานปูนซีเมนต์ที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี และอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งปี 2558 ที่ผ่านมาสามารถนำอาร์ดีเอฟมาเป็นเชื้อเพลิงได้ 6.1 หมื่นตันต่อปี ทดแทนการใช้ถ่านหินได้ 5.7 หมื่นตันต่อปี ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 1.1 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี
โดยในช่วง 5 ปี(2559-2563) บริษัทมีแผนที่จะใช้เงินลงทุนตั้งโรงงานผลิตเชื้อเพลิงอาร์ดีเอฟประมาณ 3 พันล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 5 แสนตันต่อปี และในอนาคตจะเพิ่มเป็น 1 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็น 30 % ของเชื้อเพลิงที่ใช้ในโรงงานปูนซีเมนต์ ซึ่งในปีนี้มีแผนที่จะเข้าไปสนับสนุนการตั้งโรงงานคัดแยกขยะชุมชนเพื่อผลิตอาร์ดีเอฟที่อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี เป็นแห่งที่ 2 และจังหวัดกระบี่ด้วย รวมถึงลงทุนสร้างโรงงานผลิตเชื้อเพลิงอาร์ดีเอฟย่านอ่อนนุช กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นการร่วมลงทุนกับบริษัท ยูโรเวสท์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
นายอัมพันธุ์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม แผนการลงทุนดังกล่าว ทางคณะจัดการบริษัท อยู่ระหว่างจัดโครงสร้างธุรกิจใหม่ๆ ให้มีความชัดเจนมากขึ้น และจะเสนอแผนให้บอร์ดใหญ่พิจารณาในช่วงต้นปี 2560 ซึ่งเป็นการปรับแผนการลงทุน ในธุรกิจอาร์ดีเอฟที่จะเพิ่มขึ้น และต่อเนื่องไปถึงการลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าเพิ่มเข้ามามากขึ้น เนื่องจากบริษัทมองเห็นโอกาสในการลงทุนธุรกิจใหม่ๆ จากปัจจุบันรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทยังคงมาจากการบริหารจัดการขยะเป็นหลัก
ทั้งนี้ หากภาครัฐเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนและขยะอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น บริษัท ก็พร้อมที่จะเข้าไปดำเนินการ เพราะมองว่าปริมาณขยะยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีขยะชุมชนอยู่ที่ 16-17 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็นในเขตกรุงเทพฯ 4-5 ล้านตันต่อปี และขยะอุตสาหกรรมที่อยู่ในระบบ 10 ล้านตันต่อปี หากรวมที่อยู่นอกระบบด้วยก็จะอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านตันต่อปีประกอบกับต้นทุนเชื้อเพลิงอาร์ดีเอฟอยู่ที่ 40-50 สตางค์ต่อหน่วย เทียบกับถ่านหินอยู่ที่ 60 สตางค์ต่อหน่วยการนำอาร์ดีเอฟไปใช้จึงทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงถูกลงที่สำคัญจะเป็นการช่วยลดปริมาณขยะที่ล้นอยู่ในเวลานี้ เป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้อีกทางหนึ่ง
สำหรับแผนลงทุนโรงไฟฟ้า ขยะอุตสาหกรรมและขยะชุมชน จะมีกำลังการผลิตรวม 30 เมกะวัตต์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอความชัดเจนการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะจากทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และรอความชัดเจนของราคารับซื้อไฟฟ้า เนื่องจากโรงไฟฟ้าที่บริษัทจะลงทุนสามารถใช้เชื้อเพลิงได้หลายชนิด ทั้งชีวมวลและอาร์ดีเอฟ ดังนั้นจึงต้อมีความชัดเจนด้านราคาก่อน หากอยู่ที่ระดับ 4 บาทต่อหน่วย ความน่าสนใจของการลงทุนก็จะลดลง
ส่วนยอดขายในปี 2559 คาดว่าจะใกล้เคียงกับปี 2558 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 1 พันล้านบาท โดยรายได้ส่วนใหญ่ หรือคิดเป็นประมาณ 90% ยังคงมาจากธุรกิจกำจัดกากอุตสาหกรรม
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,159 วันที่ 22 - 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
นายอัมพันธุ์ ศรีชู รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส จำกัด (เอสซีไออีโค่) ในเครือเอสซีจี เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้บริษัท มีแผนที่จะเข้าไปลงทุนในธุรกิจการผลิตเชื้อเพลิงแข็งจากขยะมูลฝอยชุมชนหรืออาร์ดีเอฟ (Refused Derived Fuel )เพิ่มมากขึ้น โดยจะเข้าไปสนับสนุนการตั้งโรงงานคัดแยกขยะมูลฝอยชุมชนในจังหวัดต่างๆ เพื่อมาผลิตเป็นอาร์ดีเอฟใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนการใช้ถ่านหินในโรงงานปูนซีเมนต์ของเอสซีจี จากปัจจุบันบริษัทได้ผลิตอาร์ดีเอฟแล้ว 3 แห่ง ในพื้นที่อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก และอำเมือง จังหวัดพัทลุง และส่งอาร์ดีเอฟป้อนให้กับโรงงานปูนซีเมนต์ที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี และอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งปี 2558 ที่ผ่านมาสามารถนำอาร์ดีเอฟมาเป็นเชื้อเพลิงได้ 6.1 หมื่นตันต่อปี ทดแทนการใช้ถ่านหินได้ 5.7 หมื่นตันต่อปี ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 1.1 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี
โดยในช่วง 5 ปี(2559-2563) บริษัทมีแผนที่จะใช้เงินลงทุนตั้งโรงงานผลิตเชื้อเพลิงอาร์ดีเอฟประมาณ 3 พันล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 5 แสนตันต่อปี และในอนาคตจะเพิ่มเป็น 1 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็น 30 % ของเชื้อเพลิงที่ใช้ในโรงงานปูนซีเมนต์ ซึ่งในปีนี้มีแผนที่จะเข้าไปสนับสนุนการตั้งโรงงานคัดแยกขยะชุมชนเพื่อผลิตอาร์ดีเอฟที่อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี เป็นแห่งที่ 2 และจังหวัดกระบี่ด้วย รวมถึงลงทุนสร้างโรงงานผลิตเชื้อเพลิงอาร์ดีเอฟย่านอ่อนนุช กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นการร่วมลงทุนกับบริษัท ยูโรเวสท์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
นายอัมพันธุ์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม แผนการลงทุนดังกล่าว ทางคณะจัดการบริษัท อยู่ระหว่างจัดโครงสร้างธุรกิจใหม่ๆ ให้มีความชัดเจนมากขึ้น และจะเสนอแผนให้บอร์ดใหญ่พิจารณาในช่วงต้นปี 2560 ซึ่งเป็นการปรับแผนการลงทุน ในธุรกิจอาร์ดีเอฟที่จะเพิ่มขึ้น และต่อเนื่องไปถึงการลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าเพิ่มเข้ามามากขึ้น เนื่องจากบริษัทมองเห็นโอกาสในการลงทุนธุรกิจใหม่ๆ จากปัจจุบันรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทยังคงมาจากการบริหารจัดการขยะเป็นหลัก
ทั้งนี้ หากภาครัฐเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนและขยะอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น บริษัท ก็พร้อมที่จะเข้าไปดำเนินการ เพราะมองว่าปริมาณขยะยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีขยะชุมชนอยู่ที่ 16-17 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็นในเขตกรุงเทพฯ 4-5 ล้านตันต่อปี และขยะอุตสาหกรรมที่อยู่ในระบบ 10 ล้านตันต่อปี หากรวมที่อยู่นอกระบบด้วยก็จะอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านตันต่อปีประกอบกับต้นทุนเชื้อเพลิงอาร์ดีเอฟอยู่ที่ 40-50 สตางค์ต่อหน่วย เทียบกับถ่านหินอยู่ที่ 60 สตางค์ต่อหน่วยการนำอาร์ดีเอฟไปใช้จึงทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงถูกลงที่สำคัญจะเป็นการช่วยลดปริมาณขยะที่ล้นอยู่ในเวลานี้ เป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้อีกทางหนึ่ง
สำหรับแผนลงทุนโรงไฟฟ้า ขยะอุตสาหกรรมและขยะชุมชน จะมีกำลังการผลิตรวม 30 เมกะวัตต์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอความชัดเจนการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะจากทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และรอความชัดเจนของราคารับซื้อไฟฟ้า เนื่องจากโรงไฟฟ้าที่บริษัทจะลงทุนสามารถใช้เชื้อเพลิงได้หลายชนิด ทั้งชีวมวลและอาร์ดีเอฟ ดังนั้นจึงต้อมีความชัดเจนด้านราคาก่อน หากอยู่ที่ระดับ 4 บาทต่อหน่วย ความน่าสนใจของการลงทุนก็จะลดลง
ส่วนยอดขายในปี 2559 คาดว่าจะใกล้เคียงกับปี 2558 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 1 พันล้านบาท โดยรายได้ส่วนใหญ่ หรือคิดเป็นประมาณ 90% ยังคงมาจากธุรกิจกำจัดกากอุตสาหกรรม
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,159 วันที่ 22 - 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559






