
กูรูชี้บาทอ่อนตามภูมิภาค ยากแทรกแซงสวนกระแส
กูรูชี้แทรกแซงค่าเงินบาทสวนทางภูมิภาค เป็นนโยบายที่ทำได้ยาก เหตุดอลลาร์แข็งค่า กดดันสกุลเงินหลักของโลกต่างอ่อนค่าลง เตือนระวังเงินทุนสำรองระหว่างประเทศลด ตามเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าต่อ พบดัชนีดอลลาร์แข็งขึ้น 16.8% จับตาเศรษฐกิจสหรัฐชะลอกลางปีหน้า
ตลาดเงินตลาดทุนปิดรับความเสี่ยงอีกระลอก จากความกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75% ตามคาด ส่งผลให้ดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 3.00-3.25% พร้อมส่งสัญญาณดอกเบี้ยนโยบายจะขึ้นไปแตะ 4.40% ในสิ้นปีและอาจเร่งขึ้นถึง 4.60% ในปีหน้า เพื่อดึงเงินเฟ้อกลับมาสู่ระดับ 2% ให้สำเร็จ
ดอกเบี้ยเฟดที่เร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินสกุลดอลลาร์แข็งค่าขึ้น สะท้อนจากดัชนีดอลลาร์ล่าสุด ณ วันที่ 22 กันยายน แข็งค่าขึ้น 16.8% ทำให้ค่าเงินสกุลหลักของโลกต่างอ่อนค่าลงทั้งสิ้น โดยเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่ามากสุดที่ 21% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2564 ขณะที่เงินบาทไทย อ่อนค่าลงแล้ว 10.8% ทะลุ 37.44 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการนายกรัฐมนตรีได้ออกมาสั่งการให้มีการดูแลค่าเงินให้อยู่ในระดับไม่เกิน 35 บาทต่อดอลลาร์
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ช่วงเช้าวันที่ 22 กันยายน กระทรวงการคลังได้หารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อติดตามสถานการณ์ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดว่า จะส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจสหรัฐและจะมีผล อย่างไรกับประเทศไทยด้วย
ทั้งนี้การหารือกับธปท.ได้ให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลัก ในการพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของไทยหรือไม่คือ
- อัตราเงินเฟ้อ โดยจะต้องดูว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยจะมีผลต่อเงินเฟ้อและมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน
- การขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งธปท.จะต้องมั่นใจว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้แบบปกติ
- เงินทุนเคลื่อนย้าย โดยช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีเงินทุนไหลออกบ้าง แต่ยังไม่ถือว่าผิดปกติ ซึ่งธปท.ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด
“คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และธปท. มีหน้าที่พิจารณาว่า จะให้น้ำหนักเรื่องใดมากกว่าระหว่างเงินเฟ้อ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการเคลื่อนย้ายของเงินทุน ซึ่งทั้งคลังและธปท.ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีความผันผวนมาก ธปท.ก็จะเข้าไปดูแล” นายอาคมกล่าว
ส่วนกรณีที่ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงรวดเร็ว จะมีผลต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพในประเทศเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่นั้นนายอาคม กล่าวว่า ขณะนี้ราคาน้ำมันได้ลงมาต่ำกว่า 100 เหรียญต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 90-95 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่รัฐบาลบริหารจัดการได้ แต่ยังคงต้องติตตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม เป็นช่วงหน้าหนาวมีการใช้พลังงานสูง อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวน ซึ่งอาจมีผลต่อเรื่องราคาสินค้า และค่าครองชีพได้ เนื่องจากต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์สูงขึ้น
นายนริศ สถาผลเดชา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคาร ทหารไทยธนชาตหรือ ทีทีบี (ttb analytics) กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า เงินบาทที่อ่อนค่าลงสอดคล้องกับสกุลเงินภูมิภาค โดยเงินบาทอ่อนค่าเป็นอันดับ 5 เมื่อเทียบสกุลเงินภูมิภาค ซึ่งการจะแทรกแซงเพื่อให้สวนทางภูมิภาคเป็นนโยบายที่ทำได้ยากหรือทำแล้วไม่ทราบจะทำให้มีประสิทธิผล ขอแค่เงินบาทไม่อ่อนค่าไปกว่าภูมิภาค
“สิ่งที่ต้องจับตาคือ ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐชะลอในช่วงกลางปีหน้า โดยการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดไม่ เซอร์ไพร์สกนง.ที่ส่งสัญญาณปรับดอกเบี้ยนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไปในอัตรา 0.25%ตามที่คาดไปแล้ว ขณะที่นักลงทุนต่างชาติ คงมองโอกาสธุรกิจ เพราะที่ผ่านมาต่างชาติถือหุ้น 20% และบอนด์ 10% และทยอยไหลออกไปบ้างแล้ว จึงไม่น่าจะกระทบเงินทุนไหลออก”นายนริศกล่าว
ส่วนเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มลดลงจาก 3 ปัจจัยคือ
- การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ทำให้สินทรัพย์ที่ไม่ใช่ดอลลาร์มีมูลค่าลดลง
- การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอ่อนๆ ทำให้สูญเสียเงินตราต่างประเทศบางส่วน
- การดูแลตลาดเงินบ้าง ซึ่งสำรองต่อเดือนของการนำเข้าไทยยังสูงกว่ามาเลเซียและเกาหลี ดังนั้นเงินทุนที่ปรับลดของไทยไม่ได้ต่ำที่สุดในภูมิภาค
สอดคล้องกับนายสงวน จุงสงวน ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสผู้บริหารฝ่าย Investment Men market Research สายธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนธนาคารกรุงไทยกล่าวว่า ผลจากเฟดและธนาคารกลางแต่ละประเทศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เชื่อว่าบรรยากาศนี้ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจของกนง. ที่ทยอยปรับดอกเบี้ยนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป ปัจจัยหลักจากภาวะเศรษฐกิจของไทยและลูกหนี้ของธนาคารอยู่ในอาการฟื้นตัว
“เชื่อว่ากนง.จะปรับดอกเบี้ยขึ้น 0.25% ในการประชุมวันที่ 28 กันยายนนี้ แต่ส่วนต่างดอกเบี้ยของสหรัฐและไทยนั้น อาจจะกดดันให้มีกรรมการบางท่านในที่ประชุมอยากเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอัตรา 0.50% ซึ่งคะแนนโหวตของคณะกรรมการกนง.น่าจะมีเสียง6 ต่อ 1 หรือ 5 ต่อ 2 ได้” นายสงวน กล่าว
ทั้งนี้ เมื่อแนวโน้มสกุลเงินดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากเฟด ประกอบการทิศทางการอ่อนค่าของสกุลเงินอื่นๆ รวมทั้งเงินบาท ย่อมกดดันต่อแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ โดยที่ผ่านมา การปรับลดลงของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย ได้แก่
- ราคาทองคำปีนี้ลดลง 9% รวมถึงตลาดพันธบัตรที่ราคาร่วง
- ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าหลังจากแปลงเป็นเงินดอลลาร์ โดยไม่เกี่ยวกับการแทรกแซงค่าเงินแต่อย่างใด
- แนวโน้มการเข้าแทรกแซงตลาดเงินของธปท.ก็เป็นเพียงการใช้เครื่องมือพยุงค่าเงิน เพื่อให้ภาคธุรกิจจริงสามารถปิดความเสี่ยงได้ในระดับที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาร่วม 2 ปี เงินบาทอ่อนค่าประมาณ 20% เมื่อเทียบดอลลาร์ แต่ไม่มีข่าวใหญ่ ส่วนหนึ่งมาจากบริษัทจดทะเบียนให้น้ำหนักกับการใช้เครื่องมือปิดความเสี่ยง และหากดูไส้ในตอนวิกฤติต้มยำกุ้ง เอกชนไทยที่กู้เงินตราต่างประเทศมีการปิดความเสี่ยงน้อยหรือไม่ปิดความเสี่ยง ซึ่งต่างกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทหรือภาคเอกชนไทยมีภูมิคุ้มกัน แม้จะประสบปัญหาก็สามารถค่อยๆฟื้นตัวโดยไม่ล้ม เช่นวิกฤติปี 2540
หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 42 ฉบับที่ 3,821 วันที่ 25 - 28 กันยายน พ.ศ. 2565







