thansettakij
thansettakij
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “แข็งค่า” ที่ระดับ 32.48 บาท/ดอลลาร์

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “แข็งค่า” ที่ระดับ 32.48 บาท/ดอลลาร์

25 ก.พ. 65 | 01:00 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ก.พ. 65 | 08:50 น.

ค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวนในกรอบที่กว้าง โดยมีแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าจากสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน/นาโต้ รวมถึง สถานการณ์การระบาดของโอมิครอนในประเทศไทยที่ยังน่ากังวลอยู่

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.48 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่า”ขึ้นจากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ  32.60 บาทต่อดอลลาร์

 

นายพูน  พานิชพิบูลย์   นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทยระบุว่าแนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทมีแนวโน้มผันผวนในกรอบที่กว้าง โดยมีแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าจากสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน/นาโต้ รวมถึง สถานการณ์การระบาดของโอมิครอนในประเทศไทยที่ยังน่ากังวลอยู่ ขณะเดียวโฟลว์ธุรกรรมทองคำก็อาจกลับข้างมาเป็นฝั่งซื้อทองคำตอนย่อตัว ซึ่งอาจร่วมกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าได้

อย่างไรก็ดี ต้องจับตาฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติว่าจะกลับมาเป็นฝั่งซื้อสุทธิได้หรือไม่ หลังจากที่นักลงทุนในฝั่งสหรัฐฯ ทยอยกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น นอกจากนี้ เรามองว่า ผู้เล่นต่างชาติบางส่วนก็รอจังหวะเข้ามาเก็งกำไรเงินบาทมากขึ้น หากเงินบาทอ่อนค่าลงใกล้แนวต้านสำคัญ โดยในระยะสั้นนี้ แนวต้านสำคัญของเงินบาทจะขยับขึ้นมาอยู่ใกล้โซน 32.80-32.90 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากที่เงินบาทอ่อนค่าทะลุแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ในวันก่อนหน้า

 

มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.35-32.65 บาท/ดอลลาร์

ผู้เล่นในตลาดต่างเทขายสินทรัพย์อย่างหนัก ส่งผลให้โดยรวมตลาดการเงินยังคงผันผวนและอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง หลังจากที่รัสเซียเปิดฉากบุกโจมตีพร้อมกันในหลายจุด ส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตพลเรือนยูเครนหลายร้อยรายและมีแนวโน้มที่จะเกิดความสูญเสียเพิ่มเติม หากรัสเซียเดินหากบุกต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่ามีเป้าหมายอยู่ที่การยึดเมืองหลวงและเมืองขนาดใหญ่ทางฝั่งตะวันออก

 

ทั้งนี้ การประกาศทำสงครามดังกล่าวของรัสเซียได้ส่งผลให้บรรดาประเทศฝั่งตะวันตกยกระดับมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย อาทิ สหรัฐฯ ได้ประกาศคว่ำบาตรการทำธุรกรรมกับธนาคารขนาดใหญ่ อาทิ Sberbank, VTB พร้อมกับประกาศคว่ำบาตรรัฐวิสาหกิจรัสเซีย อาทิ Gazprom จากการระดมทุนในตลาดสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี บรรดาชาติตะวันตกยังไม่ได้มีแผนที่จะตัดรัสเซียออกจากระบบโอนเงินระหว่างประเทศ SWIFT ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบการเงินทั่วโลกได้

 

ภาวะปิดรับความเสี่ยงของนักลงทุนได้กดดันให้ในช่วงแรกขอตลาด ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ต่างปรับตัวลงหนักไม่น้อยกว่า -2% ก่อนที่ผู้เล่นบางส่วนจะเข้ามาซื้อหุ้นที่ราคาปรับฐานลงหนัก (Buy on Dip) เนื่องจากผู้เล่นในตลาดมองว่า แม้สงครามจะยืดเยื้อ แต่สหรัฐฯ อาจได้รับผลกระทบจากสงครามไม่มากนัก ทำให้ผู้เล่นบางส่วนยังเห็นโอกาสการกลับเข้าไปลงทุนในหุ้นเติบโต คุณภาพดี (Quality Growth) โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ขนาดใหญ่ ทำให้สุดท้าย ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ สามารถรีบาวด์และปิดตลาดในแดนบวกได้ นำโดยดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq +3.34% ส่วนดัชนี S&P500 ก็ปรับตัวขึ้นราว +1.50%

 

ส่วนในฝั่งยุโรป ดัชนี STOXX50 ของยุโรป เผชิญแรงเทขายที่หนักหน่วง กดดันให้ดัชนีดิ่งลงถึง -3.6% โดยแรงเทขายหุ้นกระจุกตัวในกลุ่มการเงิน อาทิ ING -9.0%, Intesa Sanpaolo -8.0%, Santander -7.7% เนื่องจากผู้เล่นในตลาดกังวลว่ามาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจยุโรปและแนวโน้มผลกำไรของธุรกิจของกลุ่มการเงินในยุโรปได้ ซึ่งคาดว่าต้องจับตาท่าทีของบรรดาชาติตะวันตกถึงแนวโน้มการตัดรัสเซียออกจากระบบ SWIFT ที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อธุรกิจการเงินทั่วโลกได้

 

ทั้งนี้ เรามองว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครนจะยังคงกดดันบรรยากาศการลงทุนต่อไปในระยะสั้น และนักลงทุนอาจชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปไปก่อน เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจยุโรปจากมาตรการคว่ำบาตร ณ ปัจจุบัน รวมถึงแนวโน้มการยกระดับมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียเพิ่มเติม โดยเฉพาะการระงับการนำเข้าสินค้าพลังงานจากรัสเซียทุกช่องทาง

 

ส่วนทางด้านฝั่งตลาดบอนด์ ตลาดการเงินที่ผันผวนหนักได้ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ แกว่งตัวในกรอบกว้าง โดยมีจังหวะที่บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลงแตะระดับ 1.85% จากความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย ก่อนที่บอนด์ยีลด์จะปรับตัวสูงขึ้น เมื่อตลาดหุ้นฝั่งสหรัฐฯ ทยอยเปิดรับความเสี่ยง ทำให้สุดท้าย บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 1.97% ทั้งนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามท่าทีของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและการปรับนโยบายการเงิน ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงอย่าง สงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยเฉพาะ ถ้อยแถลงของประธานเฟดต่อสภาคองเกรสในช่วงต้นสัปดาห์หน้า

 

ในฝั่งตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมือเทียบกับสกุลเงินหลัก จากแรงซื้อดอลลาร์เพื่อเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงตลาดกังวลภัยสงคราม แม้ว่าเงินดอลลาร์จะย่อตัวลงบ้างในช่วงท้ายตลาด หลังจากที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยง ทำให้ล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 97.05 จุด ขณะที่สกุลเงินหลักฝั่งยุโรป ทั้งเงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์ (GBP) ต่างก็อ่อนค่าลงต่อเนื่องสู่ระดับ 1.13 ดอลลาร์ต่อยูโร และ 1.354 ดอลลาร์ต่อปอนด์ ตามลำดับ

 

ทั้งนี้ ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 1,975 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากความกังวลสงคราม ก่อนที่จะเผชิญแรงขายทำกำไรกดดันให้ ราคาทองคำปรับตัวลงสู่ระดับล่าสุด แถว 1,912 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเรามองว่า ความเสี่ยงสงครามที่ยังคงมีอยู่ อาจหนุนให้ผู้เล่นบางส่วนอาจเข้ามาซื้อทองคำตอนย่อตัว ซึ่งโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าได้

 

สำหรับวันนี้ ตลาดจะจับตาความรุนแรงของสงครามรัสเซีย-ยูเครนและท่าทีของฝั่งตะวันตกต่อการยกระดับมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม ซึ่งเราคาดว่า ความเสี่ยงสงครามจะกดดันให้ตลาดการเงินอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวและผันผวนหนักในระยะสั้นได้

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทกลับมาเคลื่อนไหวที่ระดับประมาณ 32.55 บาทต่อดอลลาร์ฯ หลังแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 สัปดาห์ที่ 32.88 บาทต่อดอลลาร์ฯ เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยเงินบาทฟื้นตัวกลับมาบางส่วนตาม sentiment ของตลาดสินทรัพย์เสี่ยงและตลาดหุ้นในฝั่งเอเชียเช้านี้ อย่างไรก็ดีกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทยังผันผวน ขณะที่นักลงทุนยังคงติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครนอย่างใกล้ชิด  

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ คาดไว้ที่ 32.40-32.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยติดตามจะอยู่ที่ประเด็น/สถานการณ์ในยูเครน ทิศทางมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย ทิศทางเงินทุนของต่างชาติ และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ อัตราเงินเฟ้อที่วัดจาก PCE/Core PCE Price Index ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน และยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายเดือนม.ค. รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.พ.