
“5 หุ้นเด็ด ต้องมีในมือ” เอเซียพลัส ประเมินหุ้นไทยปีนี้มีลุ้น 1,860จุด
ตลาดหุ้นไทยปี 2565 บล.เอเซียพลัส วิเคราะห์หุ้นเด่น SCC,MAKRO,STEC,BH และ AOT ขณะดอกเบี้ย - เงินเฟ้อต่ำ หนุนดัชนี SET อาจโตทะลุ 1,810จุด สูงสุด 1,860 จุด หลังหุ้นธนาคาร , ค้าปลีก,อสังหาฯ และวัสดุก่อสร้าง ฟื้นยกแผง
21 ก.พ.2565 - นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด วิเคราะห์ SET - ตลาดหุ้นไทยปี 2565 และ 5 หุ้นเด่น ในงานสัมนา " หุ้นไทยปีขาล เสือคะนอง หรือ เสือลำบาก " ซึ่งจัดขึ้นโดยหนังสือฐานเศรษฐกิจ ว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้ ต้องประเมินจาก 2 ปัจจัย สำคัญ ได้แก่
- ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทย โดยหลายสำนักประเมิน จีดีพีไทยปี 2565 ร่วมกันว่า มีโอกาสเติบโตได้มากถึง 3.5 - 4 % หลังจากผ่านพ้นจากจุดต่ำสุดไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมาแล้ว ขณะเดียวกันพบอัตราส่วนกำไรต่อหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น น่าจะโตได้ถึง 11% ซึ่งถือเป็นการฟื้นตัวที่ดี
- สภาพคล่องในระบบการเงิน วันนี้ตลาดหุ้นไทยมีเงินเหลือเฟือมากถึง 16 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนมหาศาล
ส่วนปัจจัยความน่ากังวลในเรื่องธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)เตรียมขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะมีผลต่ออัตราดอกเบี้ยของไทย และส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นหรือไม่นั้น นายเทิดศักดิ์ ระบุว่า แม้ผลสำรวจของ Bloomberg พบว่า Fed มีโอกาสขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 5 ครั้งในการประชุมเดือน มี.ค., พ.ค., มิ.ย., ก.ย. และ ธ.ค. 2565 มากกว่าคราวก่อนที่คาดขึ้นราว 3-4 ครั้ง แต่เมื่อดูความสัมพันธ์กับ กนง.ของไทยที่ผ่านๆมา มีความต่าง และไม่สัมพันธ์กันอยู่หลายๆครั้ง
เนื่องจากนโยบายการเงิน ไม่จำเป็นต้องลอกการบ้านกัน และขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังมีท่าทีชัดเจนในการคงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำ เนื่องจากไทยไม่ได้มีความน่ากังวลถึงตัวเลขเงินเฟ้อเหมือนสหรัฐอเมริกา ที่พบว่า เมื่อนำมาลบด้วยดอกเบี้ยนโยบาย เกิดช่องว่างสูงถึง 6% ขณะไทยอยู่แค่ 1.6% เท่านั้น
ปัจจัยบวกตลาดหุ้นไทยอีกตัว คือ อย่างที่ระบุว่า เราเห็นการฟื้นตัวของจีดีพี และกำไรของบริษัทจดทะเบียน อีกทั้งความเสี่ยงในระบบต่างกันเยอะกับปีก่อน ทำให้เงินทุนต่างประเทศ พร้อมจะไหลเข้ามาในตลาดที่ผลตอบแทนสูงกว่า และตลาดหุ้นไทยจะเป็นเป้า โดยต่างชาติเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มธุรกิจการเงิน,ค้าปลีก ,อสังหาริมทรัพย์ และวัสดุก่อสร้าง ที่เคยถดถอยหนักในช่วงปีที่ผ่านมา
โดยหากดูโครงสร้างตลาดหุ้น พบน้ำหนักมากกว่า 1 ใน 3 กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มนี้ เตรียมดูดเม็ดเงิน คาดจะเห็นการRebalance ประเมิน สมมุติฐานการเติบโตของ ดัชนี set บนสมมุติฐานพื้นฐาน ปี 2565 Base case scenario หรือ การคาดการณ์สถานการณ์ที่เป็นไปอย่างปกติที่ควรจะเป็น ตลาดหุ้นไทยจะโตได้ทะลุ 1,810 จุด ขณะ Best case scenario หรือ การคาดการณ์สถานการณ์ที่เป็นไปอย่างดีที่สุด ตลาดหุ้นไทยจะโตได้ถึง 1,860 จุด
" เทียบสถานการณ์กับปี 2564 ซึ่งตลาดหุ้นไทยเผชิญปัจจัยลบรุนแรง ทั้งโควิด19 , การเมืองรุนแรง และจีดีพีไม่ได้เติบโตมากนัก แต่หุ้นไทยยังบวก 14% ขณะปีนี้ปัจจัยต่างๆ หน้าตาดีกว่ามาก ฉะนั้น ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเติบโตดี "
4 ปัจจัยต้องจับตาตลาดหุ้นไทย
นายเทิดศักดิ์ ยังระบุว่า ขณะนี้หลายฝ่ายเริ่มมีความกังวลถึงปัจจัยลบ อย่าง 1.สถานการณ์ทางการเมือง ที่รัฐบาลมีแนวโน้มอยู่ไม่ครบเทอม อาจนำไปสู่การประกาศลาออกของนายกรัฐมนตรี หรือ การประกาศยุบสภา ว่า ไม่น่าจะกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมากนัก อีกแง่ หากมีสถานการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นจริง ตลาดหุ้นไทยอาจเป็นบวกด้วยซ้ำ เนื่องจาก ยังมองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงตามระบอบ ยกเว้น มีการปฎิวัติ ทำให้ตลาดหุ้นตกใจ แต่ทั้งนี้ คาดมีแนวโน้มดังกล่าวต่ำ เนื่องจาก ขณะนี้ กฎหมายลูกสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ
2. สถานการณ์โควิด เนื่องจาก แม้ขณะนี้คนเริ่มไม่กังวลเรื่องการระบาดแล้ว และมาตรการรัฐยังไม่เข้มงวดไปมากกว่านี้ แต่ท้ายที่สุดยังไม่มีใครตอบได้ ว่าจะเกิดกลายพันธุ์อีกหรือไม่
3.สงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซีย ที่ยังมองภาพบทสรุปไม่ออก
4. การที่ Fed ส่งปรับลดขนาดงบดุล (Balance Sheet Reduction) ซึ่งช่วงเวลาดำเนินการยังไม่แน่ชัดนัก และอาจไม่ได้มากเหมือนที่กังวลกัน ฉะนั้น ผลกระทบมีบ้างแต่ไม่มาก
เคาะ 5 หุ้น เด็ดน่าลงทุน
ทั้งนี้ สำหรับหุ้นไทยที่น่าลงทุนนั้น มองไว้ 5 ตัว จากพื้นฐานดี ดังนี้
- SCC เนื่องจากเห็นวัฎจักรกลับมาฟื้นตัวชัดเจน และคาดจะเติบโตสมบูรณ์ในช่วงปี 2566 และเริ่มเห็นแรงซื้อกลับจำนวนมาก
- MAKRO เมื่อประเมินราคาหุ้นปัจจุบัน กับ ช่วงก่อนการซื้อกิจการโลตัส ซึ่งยังไม่ถูกบวกยอดขายปีละแสนล้านบาทเข้าไปนั้น คาด ไตรมาสแรกปีนี้ จะเห็นสยามแมคโครเติบโตอย่างก้าวกระโดด
- STEC ภาพบวกมหาศาลจากการลงทุนของภาครัฐมากขึ้น
- BH เป็นหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลที่เห็นเทรนด์รายได้เติบโตชัดเจน และคาดช่วงครึ่งปีหลัง เปิดประเทศ ต่างชาติเข้ามาได้ จะทำให้ BH มีรายได้มากขึ้น
- AOT เป็นหุ้นที่ถูกกดมานาน จากการเปิดๆปิดๆ ประเทศ แต่คาดปีนี้ จะเห็นมาตรการการเปิดประเทศที่ชัดเจนมากขึ้น โดยอัตราการกลับไปปิดประเทศซ้ำรอยไม่น่าจะมีขึ้นอีก ทำให้จำนวนผู้โดยสารเหวี่ยงกลับ และมีรายได้เพิ่มขึ้น
ที่มา : บล.เอเซียพลัส ,ตลท.





