
PTC เปิดเทรดวันแรกราคาเหนือจอง 92.86%
บมจ. พรีเมียร์ แทงค์ คอร์ปอเรชั่น ( PTC) เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอวันแรก ราคา 6.75 บาท เพิ่มขึ้น 3.25 บาท คิดเป็น 92.86% ของราคาไอพีโอที่หุ้นละ 3.50 บาท
บริษัท พรีเมียร์ แทงค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PTC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ วันนี้ (15 ก.พ.65 )เป็นวันแรก เปิดตลาดที่ ราคา 6.75 บาทเพิ่มขึ้น 3.25 บาทหรือคิดเป็น 92.86% ของราคาจองซื้อ ที่หุ้นละ 3.50 บาท
การเคลื่อนไหวของของราคาหุ้น PTC ล่าสุดปิดตลาดภาคเช้า อยู่ระดับ 5.35 บาท เพิ่มขึ้น 1.86 บาท หรือเพิ่มขึ้น 52.86% จากราคาไอพีโอ ด้วยมูลค่าซื้อขาย 2,119.24 ล้านบาท
PTC ประกอบธุรกิจคลังน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา 17 ของพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 โดยมีบริการหลัก คือ รับ เก็บ และจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ปัจจุบันมีคลังน้ำมัน 2 แห่ง ได้แก่ คลังน้ำมันเชื้อเพลิงที่จังหวัดขอนแก่น มีถังเก็บน้ำมัน 10 ถัง ปริมาตรรวมประมาณ 9.0 ล้านลิตร มีความสามารถรับและจ่ายน้ำมันได้ปีละ 1,400 ล้านลิตร และคลังน้ำมันเชื้อเพลิงที่จังหวัดศรีสะเกษ มีถังเก็บน้ำมัน 10 ถัง ปริมาตรรวมประมาณ 9.7 ล้านลิตร มีความสามารถรับและจ่ายน้ำมันได้ปีละ 830 ล้านลิตรและ 770 ล้านลิตร ตามลำดับ กลุ่มลูกค้าของ PTC แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
- 1. ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 รายใหญ่ (ลูกค้าทางตรง) ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการหลัก คือ บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) รายเดียว
- 2. สถานีบริการน้ำมัน (ลูกค้าทางอ้อม) กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ สถานีบริการน้ำมันในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและตอนล่าง ทั้งนี้ บริษัทได้เพิ่มบริการผสมน้ำมันเชื้อเพลิงพื้นฐานตามสูตรที่ผู้ค้าน้ำมันต้องการที่คลังศรีสะเกษ ส่งผลให้บริษัทสามารถให้บริการแก่สถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของผู้ค้าน้ำมันได้หลายราย
PTC มีทุนชำระแล้ว 205 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 300 ล้านหุ้นและ หุ้นสามัญเพิ่มทุน 110 ล้านหุ้น โดยเสนอขายต่อบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ 105.61 ล้านหุ้น และเสนอขายต่อกรรมการ ผู้บริหาร และ/หรือพนักงานของบริษัท 4.39 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 4-8 กุมภาพันธ์ 2565 ในราคาหุ้นละ 3.50 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 385 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 1,435 ล้านบาท
ทั้งนี้ การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ 13.81 เท่า คำนวณจากกำไรสุทธิใน 4 ไตรมาสล่าสุด (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2564) ซึ่งเท่ากับ 103.93 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.25 บาท โดยมีบริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญ
นายวีรวัฒน์ บูรพพัฒนพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีเมียร์ แทงค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PTC เปิดเผยว่า หลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai บริษัทฯ มีมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และมุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ประจำอย่างสม่ำเสมอ (Recurring Income) โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาและคาดว่าจะเป็นหนึ่งในโครงการอนาคตของ PTC อีกด้วย พร้อมกันนี้ บริษัทฯ เดินหน้าให้บริการด้านคลังน้ำมัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสายโซ่อุปทานน้ำมันที่นับเป็นต้นทุนสำคัญของภาคโลจิสติกส์ในประเทศไทย และมีโครงการที่จะพัฒนาคลังน้ำมันของบริษัทเอง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนก่อสร้างจุดรับน้ำมันทางรถไฟที่คลังศรีสะเกษ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการแก่ลูกค้า ในด้านการเพิ่มช่องทางการขนส่งน้ำมัน อีกทั้งช่วยลดต้นทุนการขนส่งน้ำมันให้แก่ลูกค้า เนื่องจากในปัจจุบัน บริษัทฯ ให้บริการการรับน้ำมันทางรถบรรทุกเพียงทางเดียว จึงเตรียมการหาช่องทางการรับน้ำมันเพิ่มเติมเพื่อรองรับการเติบโตของบริษัทในอนาคต โดยบริษัทได้ทำการศึกษาเส้นทางการขนส่ง ต้นทุนการขนส่งแต่ละประเภท ความปลอดภัยในการขนส่ง ข้อกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันของลูกค้า ประกอบกับการพิจารณาและคำนึงถึงผลตอบแทนจากการลงทุน รวมถึงระดับความเสี่ยงในการเลือกที่จะลงทุน
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTC กล่าวเพิ่มเติมว่า จากนโยบายแผนพลังงานของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานสำหรับการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงปี 2558 - 2579 (Oil Plan) ได้ประมาณการความต้องการเชื้อเพลิงในภาคการขนส่งประเภทเบนซินและดีเซลที่จะเพิ่มขึ้นในกรณีที่ทุกอย่างเป็นปกติ (Business as Usual: BAU) จาก 32,207.9 ล้านลิตรในปี 2569 สู่ 45,561.00 ล้านลิตรในปี 2579 เติบโตร้อยละ 41.02 หรือมีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ร้อยละ 3.5 ซึ่งเมื่อประเมินปริมาณการใช้น้ำมันทั้งสองชนิดในภาคขนส่งจริงจากปี 2558 ที่ 24,054 ล้านลิตร อัตราการเพิ่มขึ้นของการใช้น้ำมันไปถึงปี 2569 ตามแผนในกรณี BAU จะเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 34.32 คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ที่ร้อยละ 2.99 ต่อปี โดยปี 2563 ไทยมีการใช้น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลในภาคการขนส่ง 27,355.38 ล้านลิตรต่อปี
ส่วนในอนาคตของธุรกิจน้ำมัน แม้มีแนวโน้มว่าจะอาจจะมีการใช้พลังงานทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปในรูปแบบของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ตัวเลขจำนวนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ปี 2564 มีอยู่เพียง 31,277 คัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.1654 ของจำนวนรถยนต์ทั้งหมด รวมถึงยังมีหลายปัจจัยที่ไม่เอื้อต่อการใช้ ดังนั้นมั่นใจว่าน้ำมันยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งพลังงานหลักในการขับเคลื่อนภาคการขนส่งของประเทศเช่นที่ผ่านมา
อนึ่งโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ PTC หลัง IPO ประกอบด้วย กลุ่มครอบครัวบูรพพัฒนพงศ์ ถือหุ้น 51.16% บริษัท ซีโฟร์ คอร์ปอเรชั่น (บริษัทย่อยถือหุ้น 100% โดย TAPAC) ถือหุ้น 16.83% บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิของงบการเงินเฉพาะกิจการ ภายหลังจากหักเงิน






