thansettakij
thansettakij
แนะซบกองทุนรวมหุ้น เลี่ยงตลาดหุ้นผันผวน

แนะซบกองทุนรวมหุ้น เลี่ยงตลาดหุ้นผันผวน

16 ส.ค. 64 | 06:18 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ส.ค. 64 | 13:18 น.

บลจ.มองกองทุนรวมหุ้นตอบโจทย์นักลงทุนได้ดีกว่า จากผลตอบแทนที่มากกว่าในช่วงบอนด์ยีลด์อยู่ในระดับต่ำ ชี้กองทุน SSF ตอบรับดีกว่าที่คาด แนะขยายวงเงินลดหย่อน ช่วยดึงนักลงทุนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น

การลงทุนด้วยวิธีซื้อกองทุนรวม ถือเป็นการออมเงินรูปแบบหนึ่ง ซึ่งได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ความเสี่ยงต่ำ ถึงแม้จะปลอดภัยแต่อาจจะได้ผลตอบแทนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้นโดยตรง จากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ

 

ทำให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ต้องบริหารจัดการพอร์ตลูกค้า กระจายความเสี่ยง เลือกการลงทุนที่เหมาะกับนักลงทุน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดี และตอบโจทย์ให้ตรงจุดมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการลงทุนเพื่อรองรับวัยเกษียณ และกลุ่มที่ต้องการใช้ลดหย่อนภาษี

 

นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด และที่ปรึกษาการลงทุน บลจ. ทิสโก้ จำกัดเปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า กระแสตอบรับกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ดีกว่าที่คาด แม้จะไม่เท่ากองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) แต่นักลงทุนเริ่มรู้จักมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายนักลงทุนที่แตกต่างจาก LTF และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งนักลงทุนของกองทุน SSF จะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สามารถรอคอยในระยะเวลา 10 ปีได้ และไม่ได้อยู่ในช่วงใกล้วัยเกษียณ จึงตัดสินใจลงทุนได้ง่ายกว่า กลุ่มนักลงทุนที่มีอายุและต้องการใช้เงินในวัยเกษียณที่จะมาถึงอย่างรวดเร็ว

สาห์รัช ชัฏสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด และที่ปรึกษาการลงทุน บลจ. ทิสโก้ จำกัด

ทั้งนี้มองว่า ควรมีการพิจารณาวงเงินลดหย่อนภาษีของกองทุน SSF ใหม่ ซึ่งปัจจุบันวงเงินถูกรวมกับกองทุน RMF ทำให้วงเงินลดหย่อนลดลง หากมีการขยายวงเงิน หรือแยกออกจาก RMF จะช่วยให้มีความน่าสนใจมากขึ้น อีกทั้งยังได้ฐานลูกค้าที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น จากปกติที่กลุ่มนักลงทุนของกองทุน SSF และ RMF เป็นคนละกลุ่มกันอยู่แล้ว

ขณะที่ภาพรวมการลงทุนในกองทุนรวมมองว่า การลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ไม่ตอบโจทย์ในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) อยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งส่วนใหญ่นักลงทุนที่เข้าซื้อกองทุนรวมมีเป้าหมายซื้อสะสมเพื่อรับผลตอบแทนใช้ในวัยเกษียณ แต่การลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนหุ้นจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่า แม้มีความเสี่ยงมากขึ้นก็ตาม และบลจ.หลายแห่งได้มีการบริหารจัดการเลือกลฟงทุนในบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีธุรกิจเติบโตระยะยาวอีกด้วย

 

ขณะเดียวกัน การจัดพอร์ตการลงทุนในช่วงนี้ ควรเน้นกระจายการลงทุนในต่างประเทศ จากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ดีขึ้น หลังจากมีการจัดการกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงการกระจายวัคซีนได้ทั่วถึง แม้ว่า จะยังพบการติดเชื้อ แต่สามารถทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ และการลงทุนในกองทุนรวมที่ลงในหุ้นจะตอบโจทย์ได้ดีกว่ากองทุนรวมในตราสารหนี้โดยธีมหุ้นต่างประเทศที่น่าสนใจ คือ กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่ม Healthcare

ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี 10 อันดับกองทุนหุ้นขนาดใหญ่

บริษัท มอร์นิ่งสตาร์(ประเทศไทย) จำกัดระบุว่า กองทุนรวมไทย เฉพาะกองทุนเปิด ไม่รวมกองทุนปิด, ETF, REIT, Infrastructure fund มีมูลค่าทรัพย์สินรวม 4.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% จากไตรมาสแรก หรือ 5.4% จากสิ้นปี 2563 ทำให้มูลค่าทรัพย์สินเข้าใกล้ระดับก่อนการระบาดของโควิด-19 ที่ 4.3 ล้านล้านบาท หรือต่างกันประมาณ 100,000 ล้านบาท โดยในรอบครึ่งปีแรกปี 2564 มีเงินไหลเข้าสุทธิรวม 93,000 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม กองทุนรวมตราสารทุนมีมูลค่าทรัพย์สินรวม 1.5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2% จากไตรมาสก่อนหน้า หรือสูงกว่าสิ้นปี 2563 ประมาณ 20% โดยในไตรมาส 2 ปี 2564 มีเงินไหลเข้ากองทุนรวมตราสารทุน 29,000 ล้านบาท รวมครึ่งปีแรกเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 160,000 ล้านบาท

 

ด้านกองทุนรวมตราสารหนี้มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 1.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% จากไตรมาสแรก โดยในไตรมาส 2 มีเงินไหลเข้าสุทธิ 66,000 ล้านบาท แต่ในไตรมาสแรกเป็นเงินไหลออกเกือบ 30,000 ล้านบาท ทำให้ในรอบครึ่งปีแรกมีเงินไหลเข้าสุทธิ 36,000 ล้านบาท

 

นายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า การลงทุนในประเทศไทยยังมีความน่าสนใจไม่น้อย แม้จะอยู่ในช่วงวิกฤตโควิด-19 แต่ในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมยังสร้างผลประกอบการได้เป็นอย่างดี

ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้ มีกลยุทธ์การจัดพอร์ตโดยเน้นลงทุนในหุ้นรายตัวที่มีพื้นฐานดี และมีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว ซึ่งแม้การแพร่ระบาดระลอกสามในประเทศจะยังควบคุมไม่ได้ในทันที แต่กำไรของหุ้นเหล่านี้ก็จะยังสามารถเติบโตได้ดีและราคาหุ้นมีความแข็งแกร่งแม้ในช่วงตลาดปรับฐาน

 

หุ้นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจส่งออกและการขนส่งระหว่างประเทศ ยังมีผลดำเนินงานแข็งแกร่งสอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงหุ้นในกลุ่มธุรกิจ New S-Curve หรือหุ้นที่ได้รับประโยชน์จาก mega trend เช่น หุ้นที่เกี่ยวข้องกับกัญชง หลังรัฐบาลไทยได้ปลดล็อกกัญชงให้เอกชนสามารถนำพืชชนิดนี้มาใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างๆได้

 

นอกจากนั้น หุ้นกลุ่มการเงินที่ประกอบธุรกิจบริหารหนี้เสียและทวงหนี้ จากปริมาณหนี้เสียและหนี้พักชำระในประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทางธนาคารพาณิชย์จึงต้องทยอยขายหนี้ออกมาปริมาณมาก ปัจจัยนี้จะช่วยให้หุ้นในกลุ่มบริหารหนี้เสียสามารถมีกำไรเติบโตได้ดี

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 41 ฉบับที่ 3,705 วันที่ 15 - 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564