
อัด4แสนล. โอนงบ+กู้ เยียวยาโควิดฟื้นเศรษฐกิจ
รัฐเข็น 8 มาตรการเยียวยา “แรงงาน ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระ” และ 7 มาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ “นายกฯ” จ่อโอนงบ 2 แสนล้าน เตรียมออกพ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้าน รวมเม็ดเงิน 4 แสนล้าน ใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจจากพิษโควิด-19
การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่ทวีความรุนแรงขึ้น จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้รัฐบาลต้องสั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว เช่น ห้างสรรพสินค้า การระงับการให้บริการของสถานบริการต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และในอีกหลายพื้นที่ เพื่อลดการติดเชื้อส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน
คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 มีนาคม จึงมีมติเห็นชอบมาตรการดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งประชาชนและผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วน ระยะที่ 2 โดยมีมาตรการดูแลและเยียวยา“แรงงานลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม” ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) 8 มาตรการและมาตรการดูแลและเยียวยา “ผู้ประกอบการ” อีก 7 มาตรการ
นายกฯเผยหาช่องใช้เงินกู้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแถลงภายหลังการประชุมครม.ว่า มาตรการระยะที่ 2 จะเน้นภาคประชาชนให้มีเงินเพื่อใช้จ่ายในช่วงนี้ โดยรัฐบาลจะดูแลในระยะหนึ่งจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและจะมีมาตรการออกมาเป็นระยะ ขณะเดียวกันกำลังมองหามาตรการที่อาจจะใช้เงินกู้บ้างในการใช้มาตรการเหล่านี้ เพราะงบประมาณปี 2563 มีจำกัด และงบกลางก็ใช้จ่ายไปพอสมควรแล้ว จึงจำเป็นต้องหาเงินเข้าระบบมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นจะต้องมีการจัดทำพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) กู้เงินต่างๆ ขึ้นมาของกระทรวงการคลัง เพื่อเตรียมระยะที่ 3-4 ต่อไป ในการดูแลประชาชนให้มากที่สุด เพื่อลดการเลย์ออฟพนักงาน ให้ผู้ประกอบการมีเงินมีสภาพคล่อง
คลังระบุอาจกู้2แสนล้าน
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า การออกพ.ร.ก.กู้เงินสามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ที่บัญญัติให้ครม.ตราพระราชกำหนดได้ เฉพาะเมื่อครม.เห็นว่า เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นเร่งด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ขณะที่พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ มาตรา 20 และมาตรา 22 ก็ให้อำนาจกระทรวงการคลังสามารถออกพ.ร.ก.กู้เงินเพื่อมาใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่กำหนดว่าการกู้เงินดังกล่าวจะต้องมีแผนงานหรือโครงการรองรับไว้อย่างชัดเจนว่าจะเอาไปทำอะไร จึงต้องมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนก่อนออกพ.ร.ก.ว่า จะนำไปใช้ในเรื่องใดบ้าง แต่เบื้องต้นรมว.คลังประเมินว่าจะต้องกู้เงินมาใช้ประมาณ 2 แสนล้านบาท
นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังสั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณไปพิจารณาปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี2563 ของแต่ละกระทรวงลงมาเพื่อโอนงบฯมาใช้เยียวยาผลกระทบจากไวรัสโควิดอีกประมาณ 2 แสนล้านบาทซึ่งเมื่อรวม 2 รายการจะตก 4 แสนล้านบาท ไม่รวมงบกลางฉุกเฉินอีก 9.6 หมื่นล้านบาท
เอกชนหนุนกู้ฉุกเฉิน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในหลักการประเทศไทยอาจต้องควบคุมไวรัส โดยปิดสถานที่ต่างๆ เช่นเดียวกับหลายๆประเทศ ซึ่งเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวตํ่าและมีโอกาสติดลบ จากที่สถานประกอบการต้องหยุดงาน work from home และขายของไม่ได้ จะเป็นปัญหาต่อรายได้ ขณะที่ต้นทุนและค่าโสหุ้ยต่างๆไม่ได้ปรับลดลงเท่ากัน ซึ่งอาจจะทำให้กำไรลดลง หากสถานการณ์ยาวนาน จะทำให้ต้องลดเงินเดือนหรือปลดคนงาน ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้การเก็บรายได้ของรัฐบาลตํ่าจากเป้าหมายทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคลที่ลดลง รวมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มแต่รัฐบาลมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งจากมาตรการต่างๆ และค่าใช้จ่ายอื่นๆรวมถึงการปรับลดภาษี หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จำเป็นจากเหตุการณ์ฉุกเฉิน
ดังนั้นการขาดดุลงบประมาณที่มีอยู่ 4.5 แสนล้านบาท อาจจะไม่เพียงพอ ซึ่งรัฐบาลอาจจะต้องกู้เพิ่มหรือหากมีความจำเป็น ก็ต้องออกเป็นพ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อกู้เงินเพิ่มเติมขึ้นกับสถานการณ์ของประเทศไทยว่า จะหยุดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดได้เร็วหรือช้า แต่หากประเมินจากสถานการณ์เศรษฐกิจ รัฐบาลจำเป็นจะต้องใช้แนวทางออกพ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน เพื่อเตรียมรองรับไว้ เพราะยังรวมถึงค่าใช้จ่ายที่จะต้องเพิ่มขึ้น เพื่อดูแลระบบเศรษฐกิจภายหลังจากสถานการณ์ไวรัสผ่อนคลายลงด้วย
หนุนกนง.ออกมาตรการเพิ่ม
นายสมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้บริหารสายงานวิจัยและหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยากล่าวว่า มาตรการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ออกมาในการเสริมสภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้นั้น เพราะพยายามส่งสัญญาณไม่ให้คนที่ไม่จำเป็นต้องรีบขายสินทรัพย์ในราคาที่ปรับลดลง แต่แนวโน้มเชื่อว่า ธปท.และภาครัฐพยายามจะหาช่องทางช่วยพาเอกชนให้เข้าถึงแหล่งเงิน ซึ่งอาจจะออกกฎหมายพิเศษระยะสั้น เช่น พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยตํ่า หรือ Soft loan ผ่านธนาคารพาณิชย์ เพื่อไม่ให้เอกชนต้องขายสินทรัพย์ในราคาถูกออกมา
“สิ่งที่ต้องทำต่อ ซึ่งก็รอว่า กนง.ในวันที่ 25 มีนาคม จะมีมาตรการอะไรออก มาเพิ่ม ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องของความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐเข้ามาช่วยเรื่องกฎหมาย
และ คํ้าประกันวงเงินกู้ เพราะเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ วงเงินที่ต้องการน่าจะต้องเยอะ เช่น ประกาศรับซื้อสินทรัพย์ไม่จำกัด ซึ่งเราอาจจะทำคล้ายเฟด เพื่อโชว์ให้เห็นว่ามีเครื่องมือพร้อมจะใช้รองรับ เพื่อทำให้ผลของการคาดการณ์ ทำให้ตลาดไม่รัน (RUN) ดีไม่ดีอาจจะไม่ต้องใช้เครื่องมือเหล่านั้น”
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า มาตรการที่ออกมาช่วยสภาพคล่องตลาดพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้และกองทุนตราสารหนี้ น่าจะช่วยลดความกังวลผู้ลงทุนให้มีความเชื่อมั่นมากขึ้น และลดความตื่นตระหนกลง ส่วนแนวโน้มการแพร่ระบาดของไวรัส น่าจะกระทบเศรษฐกิจค่อนข้างสาหัส ซึ่งกนง.น่าจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% อีกครั้ง เพราะมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด หรือล็อกดาวน์ปิดร้าน ค้า หรือห้าง ในหลายพื้นที่ ทำให้คนขาดรายได้ ซึ่งเป็นผลกระทบที่เพิ่มขึ้นมา จากก่อนหน้าที่รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวมาแล้ว จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการใช้มาตรการออกมาดูแล เข้าใจว่ารัฐบาลน่าจะใช้เงินฉุกเฉินจากผลกระทบที่เกิดขึ้นค่อนข้างมาก
หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,560 วันที่ 26 - 28 มีนาคม พ.ศ. 2563






