
เตรียมเปิดประชาพิจารณ์ ทำสลาก 4 รูปแบบ หลังโคโรนาคลี่คลาย
สำนักงานสลากฯ เตรียมเปิดประชาพิจารณ์ทำสลาก 4 รูปแบบ หลัง Covid-19 คลี่คลาย หวังแก้ปัญหาราคาแพง พร้อมรีแบนด์ภาพลักษณ์ใหม่ เน้นช่วยเหลือสังคม ระบุปีนี้นำรายได้จากการขายสลาก 200 ล้านบาท ช่วยการศึกษา-สาธารณสุขพื้นที่ห่างไกล
นายธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการและโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า ภายในปีนี้ สำนักงานสลากฯ จะเปิดประชาพิจารณ์สลาก 4 รูปแบบ ประกอบด้วย สลากรูปแบบ 12 นักษัตร, สลากประเภท 3 ตัว, ลอตโต้ และสลาก 6 ตัวเช่นเดียวกับรูปแบบใบในปัจจุบันมาจำหน่ายในช่องทางออนไลน์ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาสลากแพงและการรวมชุดอย่างมีประสิทธิภาพ
“เดิมจะเปิดประชาพิจารณ์ ในเดือนมี.ค.แต่ที่ต้องชะลอออกไปก่อน เพราะขณะนี้ประเทศชาติต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ก่อน อย่างไรก็ตามหากสังคมปฏิเสธสลากใหม่ในทุกรูปแบบ สำนักงานสลากฯ ก็จะหยุดการดำเนินการในทันที แต่หากประชาชนไม่ปฏิเสธเราจะเดินหน้าต่อและนำทางเลือกต่างๆ เปิดประชาพิจารณ์จนได้ข้อสรุป เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป”นายธนวรรธน์ กล่าว
สำหรับสาเหตุที่ต้องดำเนินศึกษาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ นอกเหนือจากสลากแบบใบ ที่มี 6 หมายตัวที่จำหน่ายในปัจจุบันแล้ว และรูปแบบ 12 นักษัตรที่เคยมีแนวคิดจะดำเนินการก่อนหน้านี้นั้น เพราะหลายฝ่ายกังวลว่าจะกระทบต่อผู้ค้าสลากในปัจจุบัน และกังวลว่าจะเป็นการมอมเมาและแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด ดังนั้นสำนักงานสลากฯ จึงได้กลับมาทบทวนแนวทางต่างๆ ใหม่อีกครั้ง
ด้าน พ.ต.อ.บุญส่ง จันทรีศรี ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ ยืนยันว่า สถานการณ์การค้าสลากยังคงเป็นไปตามปกติ โดยการแพร่ระบาดของ Covid-19 ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการจำหน่าย และปัจจุบันยังพิมพ์สลากเต็มเพดานที่ 100 ล้านฉบับ โดยมียอดจองเข้ามาเต็มจำนวนเช่นกัน
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือสังคมมากขึ้น พร้อมการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์องค์กร ทางสำนักงานสลากฯ จะนำรายได้จากการขายสลากประมาณ 200 ล้านบาท ให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษา และสาธารณสุขให้กับคนไทย โดยเฉพาะชุมชนในพื้นที่ห่างไกล
ส่วนผลการดำเนินงานของสำนักงานสลากฯ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สำนักงานสลากฯ นำส่งรายได้ให้แผ่นดินสูงสุดในลำดับต้นๆ โดยมีจำนวนรายได้เติบโตต่อเนื่องในทุกปี ซึ่งในปี 2562 สำนักงานสลากมีเงินนำส่งรัฐมากกว่า 41,000 ล้านบาท และได้ดำเนินการออกสลากการกุศลตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้กับหน่วยงานต่างๆ กว่า 16 หน่วยงาน คิดเป็นมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท






