
ลูกบางจากระดมทุน 3 พันล้าน โหมลงทุนโซลาร์ฟาร์มทั้งในและต่างประเทศเป้า 400 MW
“บีซีพีจี" เดินหน้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งในและต่างประเทศ เผยภายใน 2-3 ปีข้างหน้า ต้องมีกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 400 เมกะวัตต์ จากปีนี้อยู่ที่กว่า 200 เมกะวัตต์ ล่าสุดอยู่ระหว่างยื่นไฟลิ่งเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน 600 ล้านหุ้น ระดมทุน 3 พันล้านบาท เตรียมเข้าซื้อขายใน ตลท.ภายในปีนี้
นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์รายใหญ่ ในเครือบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในปี 2559 บริษัทจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม)ในประเทศไทย 175 เมกะวัตต์ และโซลาร์ฟาร์มในประเทศญี่ปุ่นที่ผลิตแล้วและอยู่ระหว่างการก่อสร้างที่จะแล้วเสร็จภายในปีนี้อีก 50 เมกะวัตต์ ดังนั้นในปีนี้ บริษัทจะมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 220 เมกะวัตต์
ขณะที่บริษัทยังคงมองหาโอกาสซื้อกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มเติม ล่าสุดเข้าซื้อกิจการโครงการโซลาร์ฟาร์มที่ญี่ปุ่นของกลุ่ม SunEdison Japan มูลค่าประมาณ 2.9 พันล้านบาท ที่ดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนา ก่อสร้างและบริหารจัดการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยเน้นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก ปัจจุบันมีโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วจำนวน 4 โครงการ กำลังการผลิตรวม 13 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการก่อสร้างจำนวน 2 โครงการ กำลังการผลิตรวม 27 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการอีก 158 เมกะวัตต์
นอกจากนี้บริษัทคาดว่าจะรับรู้กำลังการผลิตจากโครงการโซลาร์ฟาร์มหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตรอีก 10-20 เมกะวัตต์ ซึ่งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เตรียมจับสลากคัดเลือกผู้มีสิทธิ์ขายไฟฟ้าเร็วๆ นี้ ดังนั้นบริษัทตั้งเป้าภายใน 2-3 ปีข้างหน้า จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 400 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในไทย 200 เมกะวัตต์ และต่างประเทศอีก 200 เมกะวัตต์
นายบัณฑิต กล่าวอีกว่า จากผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงได้นำบริษัทเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา เพื่อเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 600 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 5 บาท หรือเป็นการระดมทุนประมาณ 3 พันล้านบาท โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) น่าจะมีความชัดเจนภายในปีนี้ อย่างไรก็ตามการเข้าซื้อกิจการ SunEdison Japan เป็นการขยายกิจการของบริษัทในด้านกำลังการผลิตไฟฟ้าและทางด้านภูมิศาสตร์ จะทำให้บริษัทมีฐานที่สำคัญในภูมิภาค เพื่อรองรับการขยายการลงทุนไปยังประเทศอื่นๆ ตามเป้าหมายการขยายขนาดธุรกิจ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าจดทะเบียนใน ตลท.ในปีนี้
ทั้งนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า บมจ.บีซีพีจี ได้ยื่นไฟลิ่ง เพื่อเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 600 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 5 บาท ซึ่งบริษัทมีความประสงค์จะขอเข้าจดทะเบียนในตลท. ในหมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค โดยมี บล.กสิกรไทยฯ บล.ฟินันซ่าฯ และธนาคารทิสโก้ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
ปัจจุบันบริษัทบีซีพีจี ประกอบธุรกิจผลิต และจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน รวมถึงลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจผลิต และจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยวัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้เพื่อใช้เป็นเงินทุนสำหรับการขยายธุรกิจทั้งใน และต่างประเทศ และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานของบริษัทโดยมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท คือ บมจ.บางจากปิโตรเลียม ถือหุ้น 1.39 พันล้านหุ้น คิดเป็น 99.9% หลังเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้แล้วจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 70% โดยเมื่อไตรมาส 4/58 บางจากได้ปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนด้วยการให้บีพีซีจี เข้าซื้อสินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 38 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจาก BCP และเข้าซื้อหุ้นบริษัทย่อยของ BCP ที่ดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,145 วันที่ 3 - 6 เมษายน พ.ศ. 2559
นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์รายใหญ่ ในเครือบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในปี 2559 บริษัทจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม)ในประเทศไทย 175 เมกะวัตต์ และโซลาร์ฟาร์มในประเทศญี่ปุ่นที่ผลิตแล้วและอยู่ระหว่างการก่อสร้างที่จะแล้วเสร็จภายในปีนี้อีก 50 เมกะวัตต์ ดังนั้นในปีนี้ บริษัทจะมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 220 เมกะวัตต์
ขณะที่บริษัทยังคงมองหาโอกาสซื้อกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มเติม ล่าสุดเข้าซื้อกิจการโครงการโซลาร์ฟาร์มที่ญี่ปุ่นของกลุ่ม SunEdison Japan มูลค่าประมาณ 2.9 พันล้านบาท ที่ดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนา ก่อสร้างและบริหารจัดการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยเน้นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก ปัจจุบันมีโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วจำนวน 4 โครงการ กำลังการผลิตรวม 13 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการก่อสร้างจำนวน 2 โครงการ กำลังการผลิตรวม 27 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการอีก 158 เมกะวัตต์
นอกจากนี้บริษัทคาดว่าจะรับรู้กำลังการผลิตจากโครงการโซลาร์ฟาร์มหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตรอีก 10-20 เมกะวัตต์ ซึ่งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เตรียมจับสลากคัดเลือกผู้มีสิทธิ์ขายไฟฟ้าเร็วๆ นี้ ดังนั้นบริษัทตั้งเป้าภายใน 2-3 ปีข้างหน้า จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 400 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในไทย 200 เมกะวัตต์ และต่างประเทศอีก 200 เมกะวัตต์
นายบัณฑิต กล่าวอีกว่า จากผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงได้นำบริษัทเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา เพื่อเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 600 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 5 บาท หรือเป็นการระดมทุนประมาณ 3 พันล้านบาท โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) น่าจะมีความชัดเจนภายในปีนี้ อย่างไรก็ตามการเข้าซื้อกิจการ SunEdison Japan เป็นการขยายกิจการของบริษัทในด้านกำลังการผลิตไฟฟ้าและทางด้านภูมิศาสตร์ จะทำให้บริษัทมีฐานที่สำคัญในภูมิภาค เพื่อรองรับการขยายการลงทุนไปยังประเทศอื่นๆ ตามเป้าหมายการขยายขนาดธุรกิจ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าจดทะเบียนใน ตลท.ในปีนี้
ทั้งนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า บมจ.บีซีพีจี ได้ยื่นไฟลิ่ง เพื่อเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 600 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 5 บาท ซึ่งบริษัทมีความประสงค์จะขอเข้าจดทะเบียนในตลท. ในหมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค โดยมี บล.กสิกรไทยฯ บล.ฟินันซ่าฯ และธนาคารทิสโก้ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
ปัจจุบันบริษัทบีซีพีจี ประกอบธุรกิจผลิต และจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน รวมถึงลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจผลิต และจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยวัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้เพื่อใช้เป็นเงินทุนสำหรับการขยายธุรกิจทั้งใน และต่างประเทศ และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานของบริษัทโดยมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท คือ บมจ.บางจากปิโตรเลียม ถือหุ้น 1.39 พันล้านหุ้น คิดเป็น 99.9% หลังเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้แล้วจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 70% โดยเมื่อไตรมาส 4/58 บางจากได้ปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนด้วยการให้บีพีซีจี เข้าซื้อสินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 38 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจาก BCP และเข้าซื้อหุ้นบริษัทย่อยของ BCP ที่ดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,145 วันที่ 3 - 6 เมษายน พ.ศ. 2559






