
บริหารความเสี่ยงการลงทุนด้วยการจัดพอร์ตโฟลิโอ
2 เดือนที่ผ่านมาของปีหนูทอง ต้องเรียกว่า เป็นปีหนูไฟไปเลยดีกว่า เพราะเป็น 2 เดือนที่ยากลำบากของนักลงทุนเลยทีเดียว ด้านหนึ่งอัตราผลตอบแทนจากตราสารหนี้ก็ลดลง ยิ่งคนที่เกษียณช่วงเวลานี้ บอกได้เลยว่า ต้องทำใจเพราะผลตอบแทนจากดอกเบี้ยนั้นตํ่ามาก และยังจะคงอยู่ในระดับตํ่าอย่างนี้อีกพักใหญ่ นั่นจึงเป็นปัจจัยผลักนักลงทุนให้เสี่ยงมากขึ้น เพื่อหาผลตอบแทนที่มากขึ้น แต่ในปี 2020 พอออกมาเสี่ยงมากขึ้น กลายเป็นต้องเผชิญกับภาวะตลาดที่ผันผวนและบาดเจ็บกันไปไม่น้อยเลยทีเดียว
ถ้าดูสถิติย้อนหลังไกลๆ ที่ผ่านมานั้นตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนในระดับที่สูง แต่ความผันผวนก็สูงเช่นกัน ตัวอย่างเช่น 2 เดือนแรกของปี 2020 คนที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทยต้องบอกว่าเหนื่อยกันเลยทีเดียว เพราะมีปัจจัยเข้ามากระทบตลาดแบบต่อเนื่อง ทำให้ตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงถึง 14.73% โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษี โดยซื้อกองทุนรวม LTF ช่วงปลายปี 2019 เพราะกองทุนรวม LTF เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นไทยเป็นหลัก ซึ่งต้องทนความผันผวนและอดทนถือหน่วยลงทุนไปก่อน เพราะ LTF ต้องถือยาวถึง 7 ปีปฏิทิน
แต่บางท่าน อาจจะไม่ชอบความผันผวนในระยะสั้น จึงเลือกวิธีจัดพอร์ตโฟลิโอกระจายความเสี่ยง โดยลดสัดส่วนการถือครองหุ้นลง และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ก่อนอื่นต้องบอกว่า การกระจายความเสี่ยงนั้นได้รับผลกระทบช่วงตลาดปรับตัวลงเช่นกัน แต่อาจไม่แรงเหมือนคนที่ลงทุนในสินทรัพย์เดียว เช่น ผู้ที่ลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีปีที่แล้ว แทนที่จะลงทุนใน LTF อย่างเดียว แต่แบ่งเงินส่วนหนึ่งลงทุนในกองทุนรวม RMF และเลือกกระจายลงทุนในหลายสินทรัพย์ เช่น ตราสารหนี้ หุ้นทั่วโลก ทองคำ หน่วยลงทุนอสังหาฯ ฯลฯ จะช่วยให้การปรับตัวลงของพอร์ตลงทุนไม่รุนแรงนัก แถมถ้าตลาดปรับตัวลดลงจนถึงระดับน่าสนใจ ก็ยังมีเงินที่ลงทุนในตราสารหนี้เอาไว้สับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไปช้อนซื้อกองทุน RMF ที่เป็นหุ้นอีกได้ด้วย
ด้านพอร์ตกองทุนรวมเพื่อการลงทุนก็ควรจะจัดพอร์ตโฟลิโอเพื่อกระจายลงทุนเช่นกัน ถ้าหากนับตั้งแต่ต้นปี(YTD) SET Indexให้ผลตอบแทน -14.7% แต่ถ้ากระจายความเสี่ยงการลงทุนเป็นแบบระดับความเสี่ยงปานกลาง (ลงทุนในหุ้น 45%) พอร์ตโฟลิโอให้ผลตอบแทน -5.3% และพอร์ตลงทุนแบบความเสี่ยงสูง (ลงทุนในหุ้น 75%) พอร์ตโฟลิโอให้ผลตอบแทน -8.8% ประโยชน์ของการจัดพอร์ต นอกจากจะสามารถช่วยบรรเทาภาวะการขาดทุนของนักลงทุนในเชิงตัวเลขได้แล้ว มูลค่าการลงทุนที่ปรับตัวลดลงที่น้อยกว่าตลาด ยังช่วยลดผลกระทบเชิงจิตใจของผู้ลงทุนได้ด้วยเช่นกัน
ถ้ามองย้อนไปถึงช่วงวิกฤติแฮมเบอเกอร์ปี 2008 หากเราลงทุนในกองทุนดัชนี SET50 ผลขาดทุนจริงสูงสุด (Maximum drawdown) จะขาดทุนลึกถึง 59.9% และจะต้องรอประมาณ 733 วันทำการ จนกว่ามูลค่าการลงทุนจะกลับมาที่เดิมหรือไม่ขาดทุน แต่ถ้าหากเราจัดพอร์ตโฟลิโออย่างเหมาะสม เช่น ระดับความเสี่ยงปานกลางหรือสูง จะช่วยบรรเทาให้ Maximum drawdown ไม่ลึกอย่างตลาด คือ 26.8% และ 39.2% ตามลำดับ จากตัวเลขข้างต้นแสดงให้เห็นว่า การกระจายความเสี่ยงนั้นไม่ว่าจะอดีตหรือปัจจุบันช่วยบรรเทาให้อุบัติเหตุทางด้านการลงทุนไม่รุนแรง และเมื่อพอร์ตการลงทุนปรับตัวลดลงลึกไม่มากเหมือนตลาด การที่นักลงทุนจะแก้พอร์ตลงทุนให้กลับมาที่เดิมนั้นจะไม่ลำบาก และระยะเวลาที่ทนเห็นพอร์ตติดลบจะน้อยกว่าด้วยเช่นกัน
สำหรับบล.ไทยพาณิชย์ฯ (SCBS) มีบริการ ROBO ADVISOR เป็นบริการวางแผนลงทุนและจัดพอร์ตลงทุนอัตโนมัติ ท่านสามารถสร้างพอร์ตลงทุนได้ง่ายๆ โดยมีผู้เชี่ยวชาญและระบบ AI ช่วยจัดพอร์ตให้ เริ่มต้นเพียง 3,000 บาทเท่านั้น
ที่มา: SCBS, Bloomberg
คอลัมน์มันนี่ดีไอวาย
ธัญญา โลหะนันทชัย
ผู้ช่วยผู้อำนวยการผู้วางแผนการลงทุน
สายงาน Product & Platform
หน้า 15 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,555 วันที่ 8-11 มีนาคม 2563






