
หุ้นกลุ่มน้ำมันเด้งรับข่าวถล่มโรงกลั่นน้ำมันมันซาอุ
หุ้นกลุ่มธุรกิจน้ำมัน ได้อานิสงค์จากข่าวบ่อน้ำมันใหญ่ที่สุดของโลกในซาอุฯ ถูกโดรนติดอาวุธโจมตี
ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาตร์ในตะวันออกกลางกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังจากเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยของซาอุดีอาระเบีย แจ้งว่าบ่อน้ำมันขนาดใหญ่ 2 แห่งของ บริษัทซาอุดี อารามโค ซึ่งเป็นบริษัทผลิตน้ำมันดิบใหญ่ที่สุดของโลกถูกโดรนติดอาวุธโจมตีก่อให้เกิดความเสียหายและต้องหยุดผลิตเป็นการชั่วคราว
เหตุการณ์นี้หนุนให้ราคาน้ำมันดิบเช้าวันนี้พุ่งแรงกว่า 5.5-6$/bbl (+10%) เนื่องจากแหล่งผลิตน้ำมันดิบทั้ง 2 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมกันกว่า 8.45 ล้านบาร์เรลต่อวัน มากกว่า 50% ของกำลังการผลิตทั้งหมดของซาอุฯ และคิดเป็น 5% ของกำลังการผลิตน้ำมันดิบของโลก การหยุดผลิตจะทำให้อุปทานน้ำมันดิบของโลกเข้าสู่ภาวะตึงตัวทันที (ต้องติดตามผลเสียหายที่เกิดขึ้นและระยะเวลาในการหยุดการผลิต) ส่งผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มธุรกิจ น้ำมัน โรงกลั่นและ ปิโตรฯ โดยตรง
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.)กรุงศรี เลือกหุ้น PTTEP, TOP และ IVL เป็นหุ้น TOP pick และอีกตัวที่น่าสนใจวคือ PTTGC (ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบต้นทุนจะถูกกว่าแนฟทา) ขณะที่หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ยังมีแรงกดดันจาก Bond yield ที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงการเตรียมสภาพคล่องเพื่อซื้อหุ้นเพิ่มทุนหุ้น GPSC: อัตราส่วน 1 หุ้นเดิม ต่อ 0.8819 หุ้นเพิ่มทุน ราคา 56 บาท มูลค่า 7.4 หมื่นล้านบาท จ่ายชำระค่าหุ้น 30 ก.ย.- 4 ต.ค.19 จึงเป็นไปได้ที่จะเห็นการปรับพอร์ตการลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้าเพื่อเตรียมสภาพคล่องไว้สำหรับการจ่ายเงินเพิ่มทุนดังกล่าวกลุ่มโรงไฟฟ้าเลือก GPSC และ EA เป็น Top pick
บล. กสิกรไทย ประเมินเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดสภาวะอุปทานน้ำมันขาดตลาด เนื่องจากแต่ละประเทศจะมีการดึงน้ำมันจากคลังสำรองออกมาใช้ ดังนั้นมองว่าราคาน้ำมันจะไม่พุ่งสูงจนกระทบให้เศรษฐกิจชะลอตัว
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุว่าหลัง Aramco บริษัทผลิตน้ำมันและก๊าซแห่งชาติ ซาอุฯถูกโดรนโจมตี เป็นบวกระยะสั้นกับหุ้นกลุ่มพลังงานและตลาดหุ้นไทย ที่มีน้ำหนักในกลุ่มนี้ 1 ใน 4 ของตลาด เนื่องจากสหรัฐกล่าวว่าจะเร่งผลิตน้ำมันขึ้นมาทดแทน






