
ชู Inno space ดันสตาร์ทอัพ เป็นยูนิคอร์น
สมคิด หวัง Inno space หวังสร้างผู้ประกอบการใหม่แข็งแกร่ง เป็นยูนิคอร์น แนะพัฒนาบุคคลากรเสริมลงทุน หลังคุย google และ Microsoft มาไทยแน่
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการลงนามความร่วมมือ ด้านการลงทุนในการส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรม ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจเริ่มต้น (Inno space)ว่า เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่จะช่วยผลักดันประเทศไทยอีกด้าน และเป็นรากฐานให้กับอนาคตของประเทศ เนื่องจากมองว่า หากประเทศไม่มีความเปลี่ยนแปลงก็ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้ ทั้งนี้ ภารกิจสำคัญที่ไทยมุ่งมั่น คือการปฏิรูปประเทศ โดยยอมรับว่า ไทยมีประชาชนที่เป็นฐานรากอยู่มาก และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชากรเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงต้องใช้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ร่วมกันเปลี่ยนแปลง
ทั้งนี้การแข่งขันในภาคอุตสาหกรรม ก็เริ่มแข่งขันกับประเทศอื่นๆไม่ได้แล้วจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลง โดยเป้าหมายของประเทศไทย คือการดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยี เข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะการดึงดูดให้เข้ามาลงทุนใน ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นเป้าหมายในการลงทุน
“เราต้องพัฒนาบุคลากร ให้เพียงพอต่อการพัฒนาเทคโนโลยี และการลงทุนที่จะเข้ามาเพราะนอกจากหัวเหว่ยจะเข้ามาแล้ว ยังมี google และ Microsoft ก็มีแนวโน้มที่จะมาลงทุนในไทย ดังนั้น อย่ารอ โดยบริษัทใหญ่ต้องประสานกับมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาบุคลากรที่เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันมองว่า Inno space จะต้องร่วมกันพัฒนาผู้ประกอบการรายใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการยูนิคอร์น หรือ ผู้ประกอบการที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป ทั้งการวางแผนการลงทุน การผลิตและการผลักดันเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์”นายสมคิด กล่าว
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานที่ปรึกษาบริษัท อินโนสเปซ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปัจจุบันชุมชน startup มีจำนวนอยู่ประมาณ 1,000 ราย แต่ที่ประสบความสำเร็จจริงมีเพียงหลัก 100 รายเท่านั้น ดังนั้น ในช่วงแรกหน้าที่ของอินโนสเปซจะต้องสร้างจำนวนสตาร์ทอัพให้เพิ่มขึ้น ทั้งการอบรมและวิธีการต่างๆให้กับธุรกิจสตาร์ทอัพ เพื่อจะต่อยอดจำนวนสตาร์ทอัพอีกขึ้น 10 เท่าตัว จากนั้นจากตั้งคณะทำงานเพื่อคัดเลือกธุรกิจ startup ที่มี สามารถพัฒนาได้เนื่องจากธุรกิจ startup มีความหลากหลายในเรื่องของการทำธุรกิจ โดยจะเน้นลงลึกในกลุ่มที่มีความยากในการพัฒนาเรื่องของเทคโนโลยี
"โดยวิธีการคัดเลือกจะสรรหาจากไอเดียของธุรกิจสเปซ นำมาทดลองเป็นโมเดล เพื่อพัฒนาจนถึงได้รับการลงทุนร่วมกับอินโนสเปซ"
ทั้งนี้ที่ผ่านมา อินโนสเปซยังได้เจรจากับประเทศฮ่องกง เกาหลีและจีนเพื่อจะเข้ามาสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพไทยและยังอยู่ระหว่างเจรจากับอิสราเอลและญี่ปุ่นเพื่อจะดึงสนับสนุนสตาร์อัพด้วย
สำหรับการ ร่วมมือกับพันธมิตรด้านการลงทุน วงเงิน 515 ล้านบาท โดยไม่หวังผลตอบแทน จำนวน 13 บริษัท ได้แก่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) 100 ล้านบาท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) 50 ล้านบาท ธนาคารกรุงเทพ 50 ล้านบาท ธนาคารกรุงไทย 50 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทย 50 ล้านบาท ธนาคารไทยพาณิชย์ 50 ล้านบาท
บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) 30 ล้านบาท เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี 30 ล้านบาท บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น 25 ล้านบาท เครือสหพัฒน์ 25 ล้านบาท บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) 30 ล้านบาท บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 20 ล้านบาท และธนาคารรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย 5 ล้านบาทและยังมีในส่วนของการไฟฟ้าฝ่านผลิตแห่งประเทศไทยที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการและเสนอครม.พิจารณา อีก 100 ล้านบาท รวมถึงเชิญชวนธนาคารออมสินและ กสทช. เข้าร่วมเป็นพันธมิตรด้วย






