
เวิลด์แบงก์ หั่นจีดีพีไทย ทั้งปีเหลือ 3.5%
เวิลด์แบงก์ หั่นเศรษฐกิจไทยจาก 3.8% เหลือ 3.5% ชี้การบริโภคเอกชน-การใช้จ่ายรัฐหนุน พร้อมเฉือนส่งออกเหลือ 2.2% จาก 5.7% มองความไม่แน่นอนทางการเมืองความเสี่ยงหลักของไทย กระทบความเชื่อมั่น-งบประมาณการลงทุนล่าช้า
นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลกเปิดเผยว่า ธนาคารโลกได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ไทยปี 2562 ลงจากคาดการณ์เดิมที่ 3.8% เหลือ 3.5% เพราะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ออกมา 2.8% ถือว่า ขยายตัวต่ำกว่า 3% นับตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งปัจจัยหลักมาจากภาคการส่งออกที่ขยายตัว 4.2% ในปี 2561 แต่กลับมาหดตัว 4% ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2562 นับเป็นไตรมาสแรกในรอบ 3 ปีที่การส่งออกหดตัวลงภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกและภูมิภาคอ่อนแอจากปัญหาความขัดแย้งทางการค้า โดยธนาคารโลกปรับการส่งออกสินค้าและบริการจากเดิมอยู่ที่ 5.7% เหลือขยายตัว 2.2%
อย่างไรก็ดี การบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายในโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐจะยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ แม้ว่าการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงเล็กน้อยระหว่างไตรมาส 4 ปี 2561 และไตรมาส 1 ปี 2562 แต่ถือว่า ยังอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี โดยคาดการณ์การบริโภคภาคเอกชนปีนี้ 4.6% เช่นเดียวกับการลงทุนภาคเอกชนยังคงอยู่ในระดับสูงในรอบ 3 ปี เป็นผลพวงจากความคืบหน้าของโครงการภาครัฐ และการใช้กำลังการผลิตของ 8 อุตสาหกรรมส่งออกขนาดใหญ่เพิ่มสูงขึ้น
ขณะที่ การลงทุนภาครัฐชะลอตัวลงเล็กน้อยในช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา โดยหดตัวล 0.1% เนื่องจากความล่าช้าของการดำเนินงานโครงการขนาดใหญ่ แต่การใช้จ่ายเพื่อการก่อสร้างภาครัฐขยายตัวเพิ่มขึ้น แม้ว่า การใช้จ่ายภาครัฐเพื่อซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ปรับลดลงกว่า 6.1% ในไตรมาส 4 ปี 2561 และหดตัว 11.7% ในไตรมาส 1 ปี 2562
ส่วนปัจจัยความเสี่ยงให้น้ำหนักมาจากปัจจัยภายในประเทศเป็นเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมือง ส่งผลต่อความล่าช้าในการดำเนินงานตามแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ทำให้งบประมาณอาจจะล่าช้า 3-6 เดือน กระทบต่อโครงการลงทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่ยังไม่ได้จัดซื้อจัดจ้าง และอาจส่งผลในทางลบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและความมั่นใจของผู้บริโภค ซึ่งท้ายที่สุด อาจทำให้อุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแอลง และปัญหาความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนอาจกระทบความต้องการสินค้าส่งออกของไทย ดังนั้น นโยบายการคลังอาจจะต้องกระตุ้นให้เกิดผลในระยะกลางและยาว มากว่าผลระยะสั้นเท่านั้น
สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มองว่า ธปท.อาจต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจว่า ชะลอตัวหรือแย่ลงหรือไม่ รวมถึงติดตามภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น หากมีการปรับดอกเบี้ยลงจะกดดันให้เกิดการก่อหนี้ครัวเรือนเพิ่มเติม ดังนั้น คาดว่า ธปท.อาจจะรอดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดก่อน ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่า หากมองสภาพเศรษฐกิจมหภาคของไทยค่อนข้างแข็งแรงและเสถียรภาพมั่นคง ทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในพันธบัตรไทยที่มีเสถียรภาพ ทำให้เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านเงินบาทแข็งค่าที่สุดในภูมิภาค
“แนวโน้มเศรษฐกิจไทย จะเป็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปจากปีนี้เหลือโต 3.5% และปี 63 และปี 64 จะขยายตัว 3.6% และ 3.7% ตามลำดับ ซึ่งมาจากการบริโภคและการลงทุนภาครัฐ โดยเรามองว่าปัจจัยเสี่ยงจะมาจากการเมืองเป็นหลัก เพราะกระทบต่อการลงทุนและความล่าช้าของงบประมาณและพรรคที่เข้ามาก็ไม่รู้ว่าจะอยู่นานแค่ไหน ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง จะกระทบต่อความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องของนโยบายได้”






