
ก.ล.ต.เตือนผู้ถือหุ้น EIC อนุมัติซื้อ อีสเทิร์นควีซีน อย่างรอบคอบ
ก.ล.ต. ขอให้ผู้ถือหุ้น EIC ไปใช้สิทธิออกเสียง กรณี EIC จะซื้อกิจการของอีสเทิร์นควีซีน อย่างรอบคอบ หลังที่ปรึกษาอิสระเห็นว่า ไม่เหมาะสมและผู้ถือหุ้นไม่ควรอนุมัติ
รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)แจ้งว่า ก.ล.ต. ขอให้ผู้ถือหุ้นบริษัท อุตสาหกรรม อีเล็คโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ EIC ศึกษาข้อมูลบริษัท ฟู้ดโฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เข้าซื้อหุ้นสามัญ 100% ของอีสเทิร์นควีซีน ซึ่งทำธุรกิจร้านอาหารชาบู แบรนด์ KAGONOYA จำนวน 8 สาขา ในราคาหุ้นละ 40.54 บาท มูลค่ารวม 300 ล้านบาท อย่างละเอียดและและใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นในการรักษาประโยชน์ของตนเอง พร้อมทั้งซักถามผู้บริหาร EIC ถึงข้อมูลต่างๆ เพื่อให้มีข้อมูลครบถ้วนในการประกอบการตัดสินใจในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น วันที่ 9 กรกฎาคมนี้
ทั้งนี้เนื่องจาก หนึ่งในผู้ที่ขายหุ้นให้บริษัท ฟู้ดโฮลดิ้ง จำกัด คือคู่สมรสของกรรมการและผู้บริหารรายหนึ่งของ EIC ซึ่งที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ(IFA) มีความเห็นว่า ผู้ถือหุ้นไม่ควรอนุมัติให้ทำรายการดังกล่าว เนื่องจากราคาที่เสนอซื้อสูงกว่ามูลค่ายุติธรรมที่ IFA ประเมินไว้ที่ 17.84 บาทต่อหุ้น ด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) หรือคิดเป็นมูลค่ารวมสูงกว่า 132.02 ล้านบาท และมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งด้านความไม่เพียงพอของแหล่งเงินทุน ตลอดจนผลการดำเนินงานและผลตอบแทนของอีสเทิร์นควีซีนที่อาจไม่เป็นไปตามคาด เนื่องจากมีผลขาดทุนต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ EIC อาจต้องใช้ระยะเวลาคืนทุนนานกว่า 20 ปี
นอกจากนั้น อาจมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินคืนจากผู้ถือหุ้นเดิมของอีสเทิร์นควีซีนตามสัญญาขายคืนที่รับประกันผลการดำเนินงาน ความเสี่ยงจากการขาดความเชี่ยวชาญในการบริหารธุรกิจร้านอาหาร ความเสี่ยงที่การทำรายการอาจมีความล่าช้าเนื่องจากจะต้องบรรลุเงื่อนไขบังคับก่อนหลายประการ และความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินมัดจำคืนจำนวน 45 ล้านบาท หากไม่สามารถเข้าซื้อหุ้นอีสเทิร์นควีซีน
อย่างไรก็ดี คณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการตรวจสอบ EIC เห็นว่า การเข้าซื้อหุ้นอีสเทิร์นควีซีนในมูลค่า 300 ล้านบาท มีความเหมาะสมและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบริษัท เนื่องจากเป็นธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่องและมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกรอบนโยบายการลงทุนของบริษัท สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทันที และเป็นการเบิกทางเข้าสู่ธุรกิจอาหารแบบบริการเต็มรูปแบบ อีกทั้งราคาซื้อขายหุ้นมีความเหมาะสม และมีความเสี่ยงต่ำที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนไม่เป็นไปตามเป้า เนื่องจากมีสัญญาขายคืนกรณียอดขายของอีสเทิร์นควีซีนไม่เป็นไปตามคาดการณ์






