
กำไรแบงก์ Q1 วูบ 4% เหตุรายได้โอนเงินหดตัวต่อเนื่อง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยภาพรวมกำไรสุทธิธนาคารพาณิชย์ไทย ไตรมาสที่ 1 ของปี 2562 ลดลง 4% หรือมีกำไร 4.51 หมื่นล้านบาท เผย ยังเผชิญแรงกดดันรายได้ค่าธรรมเนียมการโอนหดตัว 3 ไตรมาสติด คาดปี 62 กรอบยังติดลบอยู่ที่ 3-5.5% สินเชื่อโตตามกรอบ 5.6-5.7% หนี้เอ็นพีแอลขยับจาก 2.93% เป็น 2.95%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ภาพรวมกำไรสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในไทยจะอยู่ที่ประมาณ 4.51 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 1/2562 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนประมาณ 4.0% โดยกำไรจากการดำเนินงานยังคงเผชิญแรงกดดันหลักจากผลกระทบจากการยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านช่องทางดิจิทัล ขณะที่ คาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียมจากส่วนอื่น ๆ ยังไม่สามารถชดเชยรายได้ค่าธรรมเนียมในส่วนที่หายไปได้ทัน นอกจากนี้ ผลจากปัจจัยเชิงฤดูกาลในไตรมาสแรกที่มีการชำระคืนสินเชื่อ อาจกดดันให้สินเชื่อยังเติบโตในอัตราที่ใกล้เคียงกับปลายปี 2561 ที่กรอบ 5.5-5.7% ขณะที่ อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิชะลอลงมาอยู่ที่ระดับ 2.85% ในไตรมาส 1/2562
ผลกระทบจากการยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านช่องทางดิจิทัล ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กดดันผลประกอบการของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย 1 ในไตรมาส 1/2562 ขณะที่ คาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียมจากส่วนอื่น ๆ โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมการเป็นนายหน้าขายประกัน ค่าธรรมเนียมการจัดการ และค่าธรรมเนียมบริการที่ปรึกษา ยังเผชิญข้อจำกัดในการเติบโต และไม่สามารถชดเชยรายได้ค่าธรรมเนียมในส่วนที่หายไปได้ทัน เพราะคาดว่าปริมาณการโอนเงินผ่านช่องทางดิจิทัล ซึ่งไม่มีค่าธรรมเนียมดังกล่าว ก็น่าจะเร่งตัวสูงขึ้นมากด้วยเช่นกัน จากทิศทางดังกล่าวข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียมรับของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยอาจหดตัวลงในกรอบประมาณ -3.0% ถึง -5.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งนับเป็นการหดตัว 3 ไตรมาสติดต่อกัน นับตั้งแต่ไตรมาส 3/2561
ขณะที่ กำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์ไทย (กรณีที่ไม่รวมกำไรจากรายการพิเศษ อาทิ กำไรจากการขายเงินลงทุน) ในไตรมาส 1/2562 อาจพลิกกลับมาหดตัวลงประมาณ 4.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน อย่างไรก็ดี ผลจากปัจจัยเชิงฤดูกาล อาจทำให้กำไรสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยทรงตัว หรือ มีโอกาสขยับขึ้นได้ เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยค่าใช้จ่ายทางการตลาดอาจลดต่อลงในไตรมาส 1/2562 ประกอบกับมีธนาคารพาณิชย์บางแห่งตั้งสำรองค่าใช้จ่ายพนักงาน (สำหรับพนักงานอายุงาน 20 ปีขึ้นไป จาก 300 วัน เป็น 400 วัน) ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับใหม่ ไปแล้วในไตรมาส 4/2561
ผลจากฤดูกาลของการชำระคืนสินเชื่อหลาย ๆ ประเภท อาจทำให้ยังไม่เห็นการเร่งตัวขึ้นของสินเชื่อในภาพรวมมากนัก และอาจมีผลทำให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) ชะลอลงในไตรมาส 1/2562 อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin : NIM) อาจขยับลงจากผลของปัจจัยเชิงฤดูกาลที่มีการชำระคืนสินเชื่อในไตรมาส 1/2562 (ซึ่งหักล้างผลบวกจากสินเชื่อรายย่อยตัวหลัก โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่ปล่อยใหม่) ประกอบกับต้นทุนการระดมเงินฝากพิเศษบางส่วนอาจเริ่มขยับสูงขึ้นบ้างตามภาวะตลาดในช่วงหน้านี้ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิอาจขยับลงมาที่ 2.85% ในไตรมาส 1/2562 จาก 2.91% ในไตรมาส 4/2561
ขณะที่ คาดว่า สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยอาจเติบโตในกรอบประมาณ 5.6-5.7% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ในช่วงไตรมาสที่ 1/2562 ทรงตัวเมื่อเทียบกับที่ขยายตัว 5.7% ในไตรมาส 4/2561 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี แรงหนุนเพิ่มเติมก่อนที่เกณฑ์การกำหนดการวางเงินดาวน์สำหรับการซื้อบ้าน (มาตรการ LTV ใหม่) จะมีผลบังคับใช้ในไตรมาสที่ 2/2562 อาจหนุนให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยขยายตัวสูงถึงประมาณ 9.0-9.5% ในไตรมาส 1/2562 เร่งขึ้นจากที่เติบโต 7.8% ในไตรมาส 4/2561
สำหรับประเด็นด้านคุณภาพหนี้ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อเนื่อง โดยสินเชื่อที่ต้องติดตามใกล้ชิดยังคงเป็นสินเชื่อ SMEs ซึ่งมีความเปราะบาง เนื่องจากทิศทางการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ในกรอบที่จำกัดตลอดช่วงครึ่งแรกของปี นอกจากนี้ อาจต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเช่าซี้อรถยนต์ และสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ซึ่งล้วนเป็นสินเชื่อรายย่อยที่เติบโตค่อนข้างสูงในปี 2561 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมธนาคารพาณิชย์ไทยและสาขาธนาคารต่างประเทศ) มีโอกาสขยับขึ้นเล็กน้อยมาที่ 2.95% ในไตรมาส 1/2562 จากระดับ 2.93% ในไตรมาส 4/2561
อย่างไรก็ดี คาดว่าสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองเผื่อหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อ (Credit Cost) อาจทรงตัวที่กรอบ 1.165-1.175% ในไตรมาส 1Q/2562 จาก 1.16% ในไตรมาส 4Q/2561 เนื่องจากมีการตั้งสำรองฯ ส่วนเกินในระดับสูง ขณะที่ คาดว่าค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 145% ซึ่งเพียงพอต่อการรองรับความเสี่ยงในอนาคต
ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น ตอกย้ำว่า โจทย์ที่ท้าทายความสามารถในการทำกำไรในภาพรวมของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยตลอดระยะเวลาที่เหลือของปี 2562 จะยังคงเป็นเรื่องการบริหารจัดการต้นทุน ปรับการควบรวมสาขา และเน้นกลยุทธ์ผ่านช่องทางดิจิทัล ซึ่งจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการเร่งผลักดันรายได้ในส่วนอื่น ๆ ทั้งรายได้ดอกเบี้ยจากการปล่อยสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียมประเภทอื่น ๆ






